ข่าวเด่น » ศาลฯ แพร่พิพากษาประหารชีวิต 3 มือฆ่าแล้วฝังฝรั่งกับภรรยาสาวไทย คุก 25 ปีอีก 1

ศาลฯ แพร่พิพากษาประหารชีวิต 3 มือฆ่าแล้วฝังฝรั่งกับภรรยาสาวไทย คุก 25 ปีอีก 1

31 พฤษภาคม 2019
38   0

 

แพร่ – ศาลจังหวัดแพร่ พิพากษาประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหาร่วมฆ่าฝรั่งชาวอังกฤษกับภรรยาชาวแพร่ ก่อนนำศพฝังริมห้วยกวางเน่า จำคุกจำเลยที่ 4 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันไตร่ตรองแล้วฆ่า แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดเหลือ 25 ปี


วันนี้ (31 พ.ค.) เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดแพร่ ได้นำตัวนายหนัด หรือหนานหนัด หรือนายวารุต รัตนสัจจกิจ อายุ 63 ปี จำเลยที่ 1 พร้อมทั้งนายเปี้ยะ คำใส หรือเสือทอง อายุ 63 ปี จำเลยที่ 2 และนายกิตติพงษ์ คำหวัน หรือไอ้ใหญ่ อายุ 24 ปี จำเลยที่ 3 และนายสีมา อุดพามูล อายุ 60 ปี ชาวบ้านแม่กะต๋อม ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ จำเลยที่ 4 ผู้ต้องหาคดีบงการฆ่า Mr. Alan Scott Hogg และนางหน็อต สุดแดน ภรรยาชาวจังหวัดแพร่ เดินไปที่ศาลจังหวัดแพร่ เพื่อฟังคำพิพากษา โดยมีญาติของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมรับฟังด้วย 

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ที่ 1 อ่านสำนวนประกอบคำพิพากษานานประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสรุปว่า จำเลยที่ 1, 2 และจำเลยที่ 3 ได้เตรียมการและร่วมกันสังหารผู้ตายอย่างไตร่ตรองไว้ก่อน โดยไปเตรียมการที่บ้านจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านผู้ตายจำเลยที่ 2 ใช้ปืนลูกซองหัวปลายยิงนายอลัน สกอตต์ ฮอกก์ ตรงเล้าเป็ด 2 นัด, จำเลยที่ 3 ล็อกแขนนางหน็อต สุดแดน จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องมือซ่อมรถ (กุญแจเลื่อน) ทุบศีรษะด้านหลังบริเวณโรงรถขณะกำลังคัดมะนาว จากนั้นจำเลยทั้ง 3 คนได้ช่วยกันนำผู้เสียชีวิตทั้งสองไปใส่หลุมริมห้วยกวางเน่า โดยใช้รถแบ็กโฮของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดเมื่อ 18.00 น.ของวันที่ 19 ก.ย. 61 

ส่วนจำเลยที่ 4 ได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ฆ่าคนข้างบ้านด้วยราคา 100,000 บาท เมื่อทราบว่าเหยื่อเป็นน้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่รับงาน แต่ได้พาไปหาจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 รับเงินไปก่อนแล้ว 50,000 บาท และค่ารถอีก 2,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 4 มีส่วนในการวางแผนฆ่าครอบครัวฝรั่งดังกล่าวด้วย


ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พิพากษาให้ประหารชีวิตทั้ง 3 คน ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดสนับสนุนฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พิพากษาให้มีความผิดจำคุกตลอดชีวิต แต่เนื่องจากจำเลยที่ 4 ให้การเป็นประโยชน์ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 25 ปี

และเนื่องด้วยคดีดังกล่าวเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญประชาชน และเป็นการสังหารชาวต่างชาติสร้างความเสียหายให้แก่ชื่อเสียงประเทศชาติ ถือว่ามีความผิดร้ายแรง ศาลจึงไม่ลดโทษ ให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว

ส่วนในทางแพ่งได้รับฟังข้อเท็จจริงจากคดีอาญา ฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 4 คนร่วมกันฆ่าผู้อื่น จึงต้องใช้สินไหมทดแทนแก่ลูกสาวของผู้ตายจำนวน 644,255.20 บาท ในการใช้จ่ายพิธีศพ และการเดินทางมาจากต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีของบิดา ฯลฯ ส่วนค่าที่จอดเรือยอชต์ของผู้ตายไม่สามารถเรียกสินไหมทดแทนได้ประมาณ 60,000 บาทเศษ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับการก่อคดีในครั้งนี้ ศาลยกคำร้อง


สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นหลังนายอลัน สกอตต์ ฮอกก์ (Mr.Alan Scott Hogg) และนางหน็อต สุดแดน ภรรยาชาวจังหวัดแพร่ หายไปจากบ้านเลขที่ 207/4 หมู่ 6 ต.ช่อแฮ อ.เมืองแพร่ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 61 ต่อมาตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ ร่วมกับชุดสืบสวนฯ ภาค 5 และ สตช.ได้ติดตามสืบสวนนานหลายวัน กระทั่งพบว่าทั้งคู่กลายเป็นศพถูกฝังอยู่ริมลำธารห้วยกวางเน่า บริเวณที่เลี้ยงเป็ดใกล้บ้านของผู้ตายทั้งสอง เมื่อ 25 ก.ย. 61 

ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัวนายวารุต รัตนสัจจกิจ อายุ 63 ปี พี่ชายของนางหน็อต, นายเปี้ยะ คำใส อายุ 63 ปี ชาว ต.วังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ มือปืนผู้ลงมือสังหาร Mr.Alan Scott Hogg, นายกิตติพงษ์ คำหวัน อายุ 24 ปี ชาว ต.วังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ ผู้ร่วมกระทำผิด โดยเป็นคนจับกุมนางหน็อตให้นายวารุตใช้เครื่องมือช่างตีที่ศีรษะด้านหลังจนถึงแก่ความตาย 

 

หลังจากนั้นทั้ง 3 คนได้ช่วยกันอำพรางศพโดยการนำไปฝังลงหลุมที่เตรียมไว้บริเวณริมลำห้วยกวางเน่า และลงมือฝังกลบจนเสร็จเมื่อเวลา 20.00 น.วันเดียวกัน ก่อนแยกย้ายกันกลับ โดยนำรถยนต์ฟอร์ด 4 ประตู สีขาว ทะเบียน กต 3181 แพร่ ของ Mr.Alan Scott Hogg ไปขายในตลาดมืด แต่หลังจากคดีฆาตกรรมดังกล่าวตกเป็นข่าวทำให้ผู้ซื้อรถไปทราบว่าเป็นรถยนต์มาจากเหตุฆาตกรรม จึงได้นำรถส่งให้ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งคืนเจ้าของต่อไป


การดำเนินคดีดังกล่าวใช้เวลานานราว 8 เดือน ศาลจังหวัดแพร่จึงมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิด นายธนเทพ สุทธิประภา ทนายความของของผู้เสียชีวิตได้ส่ง น.ส.ปวีณา เชื้อเย็น ทีมทนายความเข้าฟังคำพิพากษา และเป็นพี่เลี้ยงญาติผู้เสียชีวิต

น.ส.ปวีณากล่าวว่า ญาติผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติ มีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ไม่พร้อมให้ข้อมูล แต่ได้ฟังคำพิพากษาแล้วรู้สึกพอใจการตัดสินของศาลไทย

อย่างไรก็ตาม จำเลยยังมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายต่อไป