ข่าวต่างประเทศ » เกาะกระแส เพื่อนโชค ถึงคิวล้างด่านตร.ตรวจมั่ว

เกาะกระแส เพื่อนโชค ถึงคิวล้างด่านตร.ตรวจมั่ว

11 พฤษภาคม 2019
48   0

 

ปรากฏการณ์ “เพื่อนโชค”กลายเป็นประเด็นทางสังคมหยิบมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางขนาดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ยังให้ความสนใจสั่งย้ายกลับด่วนตำรวจชั้นผู้น้อย เพราะเห็นว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

 

ส่วน 2 เกลอ “เพื่อนโชค”ประกอบด้วย “บิ๊กยุติธรรม”กับ ผกก.เจ้าของท้องที่กำลังอ่วมอรทัย

โดยฝ่ายหนึ่งถูกมองว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่อวดเบ่งข่มขู่ตำรวจชั้นผู้น้อย ผู้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ขณะเดียวกันนายตำรวจผู้บังคับบัญชาสายตรงประจำสถานี จะถูกย้ายหรือไม่ประการใดยังเป็น “ลูกผีลูกคน”

กระแส “เพื่อนโชค”มาแรงแต่คง “ไปเร็ว”ที่สุดคงกลายเป็นไฟไหม้ฟางแต่ปัญหาต่างๆยังคงถูกทิ้งไว้ ประมาณว่าสังคมได้แสดงออกทางอารมณ์แต่สังคมจะได้อะไรจากเรื่องนี้คงต้องหยิบยกมาคุยกันยาวๆ มองให้ถึงแก่นถึงปัญหาที่แท้จริง

พูดถึงด่านตรวจของตำรวจหากไม่นับเรื่อง “เพื่อนโชค”ส่วนใหญ่เกือบ 100%มีแต่ตำรวจถูกด่า

ตำรวจรีดไถ หาเรื่องจับ-ปรับ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมาส่วนใหญ่มีแต่หาเรื่องกลับกลายเป็นว่ามาตรการต่างๆทั้งกวดขันวินัยจราจร หรือป้องกันปราบปรามอาชญากรรม กลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านไปซะงั้น

ก่อนจะลงในรายละเอียดมีข้อมูลน่าสนใจโดย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับด่านตรวจต่างๆว่าในประเทศไทยมีด่านตรวจ 3 ลักษณะคือ 1.ด่านตรวจถาวร 2.จุดตรวจ 3.จุดสกัด

“ด่านตรวจถาวร”ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง หรือ กอ.รมน. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติงานในทุกด่านจะต้องมีตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศตั้งแต่ ร.ต.ต.ขึ้นไปคอยกำกับดูแล แต่งเครื่องแบบแสดงตนชัดเจน ใช้วาจาสุภาพ อธิบายว่าตั้งด่านเพื่ออะไร มีป้านแสดงรายละเอียดผู้ควบคุม มีป้ายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ผู้บังคับบัญชา หากเป็นเวลากลางคืนจะต้องมีแสงสว่างมองเห็นในระยะ 150 เมตร

“จุดตรวจ” มีขนาดเล็กกว่าด่าน กำหนดเวลาและจุดตั้งด่านจะทำโดยคำสั่งของ ผบก.ในพื้นที่นั้นๆ สามารถเคลื่อนย้ายได้เร็วภารกิจคือตรวจทั่วไปมีทั้งด่านกวดขันวินัยจราจร ปราบปรามป้องกันอาชญากรรม ความมั่นคง ตรวจแอลกอฮอล์ ยาเสพติดและตรวจควันดำ แต่ห้ามปฏิบัติหน้าที่เกินกว่า 24 ชั่วโมง

“จุดสกัด” มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ใช้กรณีฉุกเฉินเช่นสกัดการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย สกัดบุคคลและเมื่อจบภาระกิจนั้นๆต้องเลิกจุดสกัดโดยทันที

รองโฆษกฯ สตช.ยังอธิบายอีกว่าการจะเรียกพาหนะใดๆตรวจจะต้องมีเหตุสงสัย หรือความผิดซึ่งหน้าเช่นรถ จยย.ไม่สวมหมวกกันน็อก ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร คุยโทรศัพท์ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นต้น

จากหลักการนี้หากอ่านกันดีๆตีประเด็นให้แตกจะเห็นว่า จนท.จะเรียกตรวจรถคันใดต้องมีเหตุอันควรสงสัยซึ่งพอยกตัวอย่างคร่าวๆได้ว่าพบคราบเลือด ท้ายรถหรือกระโปรงหลังห้อยคล้ายบรรทุกของหนัก ป้ายทะเบียนปลอม พิรุธผู้ขับขี่ ผู้โดยสารหรือรถแต่งจนผิดรูปแบบเดิม

มีคำถามต่อไปว่ากรณี “เพื่อนโชค”ตำรวจผู้เรียกตรวจใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเรียกขอตรวจใบขับขี่ !!??

ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านคงถึงบางอ้อโดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถใช้ถนนกันเป็นประจำ

หลายคนขับรถตามกฎจราจรทุกประการ ไม่แซงในที่คับขัน ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ป้ายเสียภาษีตรงเวลา สีรถถูกต้องตามการขออนุญาต ไม่ดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์แต่บางครั้งเราจะเห็นว่าแม้แต่ข้อหาหยุมๆหยิมๆเพราะคุณพี่ไม่มีเหตุให้เรียกแต่มักจะ “หาเหตุ”เดินวนรอบรถ

อะไรนิดอะไรหน่อยก็จะจับ-ปรับซึ่งมีทั้งบริการแบบลดครึ่งไม่ออกใบสั่ง หรือราคาเต็ม 400-500 หรืออาจถึง 1 พันบาทตามแต่พระเดชพระคุณท่านจะว่าไป

จากปรากฏการณ์กรณี “เพื่อนโชค”สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่าหากเหตุเกิดกับประชาชนทั่วไปอย่าว่าแต่อ้างรู้จักคนใหญ่คนโตเลยแม้แต่จะขอลดหย่อนหรือให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งสามารถทำได้แต่มักถูกปฏิเสธ