ดูละครย้อนหลัง » บุพเพสันนิวาส » บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 9

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 9

2 มีนาคม 2018
447   0

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 9

บทประพันธ์ : รอมแพง บทโทรทัศน์ : ศัลยา

เวลาต่อเนื่องมา ในห้องนอน เกศสุรางค์ยืนริมหน้าต่าง ดูพระจันทร์ เสียงพลง “จันทร์” ในยุคปัจจุบัน เริ่มบรรเลง ทั้งดนตรี และเสียงร้อง เพลงนี้ถือเป็นเพลงโปรดของเกศสุรางค์

“จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรงทอแสงแหว่งเว้าครึ่งดวง”

เช่นเดียวกับหมื่นสุนทรเทวาที่ยืนที่หน้าต่าง ดูดวงจันทร์ ได้ยินเสียงที่เกศสุรางค์ร้อง
“คืนเหงามันเศร้ามันซึมในทรวง จันทร์เพียงครึ่งดวงคล้ายจันทร์เจ้ารอใคร”

เวลาเดียวกัน เพลง “จันทร์” ดังต่อเนื่องในวิทยุ 
แม่สิปางนั่งพับดอกบัวอยู่กับคุณยายนวล สีหน้าหมองทั้งสองคน

“จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่เพียงครึ่งใบ คงดังกับใจฉันที่มีเพียงครึ่งดวง คอยรักที่จะเติมเต็มในทรวง โอ้ใจครึ่งดวงเฝ้ารอมาเนิ่นนาน”

ในอดีต เกศสุรางค์ยืนร้องเพลงนี้ที่หน้าต่าง มองขึ้นไปบนฟ้า หันมาบอกแม่ว่า “พระจันทร์ครึ่งดวง” แล้วหันไปร้องเพลงต่อ

แม่และคุณยายนั่งยิ้มมองหลาน
เกศสุรางค์ยิ่งออกท่าทาง
“คงมีวันที่จันทร์เจ้าจะเต็มใบ แต่ว่าหัวใจฉันจะมีไหมวันนั้น ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง”

วรรคสุดท้าย เกศสุรางค์ทำเสียงอ้อยสร้อย ตัวเอนเอียงนั่งโยกกับพื้น แม่กับคุณยายหัวเราะเต็มเสียง

เสียงเพลงจากวิทยุ ทำให้สิปางคิดถึงเกศสุรางค์ น้ำตาไหลเต็มตา หน้าบิดเบี้ยว อกสะท้อนขึ้นสะท้อนลง
“สิปาง…ลูก” 
แม่หันไปมองคุณยาย คุณยายมองปลอบโยน แต่นัยน์ตาฝ้าฟางก็เอ่อล้นน้ำตา
“เกศชอบเพลงนี้เหลือเกินค่ะคุณแม่” 
“ใช่…แม่จำได้” 
สิปางอึดอยู่ในหน้าสักครู่ แล้วระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาปานจะขาดใจ
คุณยายนวลกระเถิบมาใกล้อย่างรวดเร็ว
“เกศ…เกศลูกแม่ ทำไมลูกถึงต้องตาย…เกศจ๋า กลับมาหาแม่นะลูก แม่คิดถึงลูก… คิดถึงลูกใจจะขาดแล้ว” สิปางคับแค้น ทุบพื้น “แม่ใจจะขาดแล้วลูก” สิปางสะอื้นจนตัวสั่นสะท้านไปหมด

“สิปาง…สิปาง”
“คุณแม่ขา…คุณแม่ ช่วยหนูด้วย หนูอยากตายตามลูกไป”
คุณยายจับแขนลูกแน่น ในขณะที่แม่ตัวโยกเยกไปมาก
คุณยายบีบแขนแน่นขึ้นอีกเป็นการเตือนสติ จ้องมองนิ่ง
“คุณแม่”
“ถ้าเธอตายตามลูก แม่ต้องตายตามเธอมั้ย” 
สิปางหยุดชะงักทันที สีหน้าปวดร้าวใจมาก
“มันไม่ตายกันง่ายๆหรอกนะ”
สิปางยังสะอื้น
“ทั้งรถเกศตายคนเดียว” 
แม่มองคุณยาย นัยน์ตาช้ำมาก
“มันถึงเวลาของเขา” 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พระ 2 องค์เดินมาแต่ไกล เดินห่างๆกัน
สิปางกับนวลคอยใส่บาตร แม่สงบนิ่งมองหน้าคุณยาย คุณยายพยักหน้าว่าดีแล้วลูก
พระเดินมาถึง แม่ใส่บาตรองค์แรก

เกศสุรางค์จะใส่บาตรเหมือนกัน คอยพระที่พายเรือมาแต่ไกล
พระพายเรือจนถึง เกศสุรางค์จะรับของจากบุ้ง กำลังจะใส่ในบาตรพระอยู่แล้วเชียว
“หยุดก่อน นังบุ้ง เอาของใส่บาตรมาให้ข้า” ปริกบอก
“พี่ปริกบาปนะพี่ คนกำลังจะถวายพระอยู่แล้ว” ผินบอก
“หน้าที่กู”
“ก็แม่นายจะใส่ลงบาตรอยู่แล้ว”
“แม่นายมึงไม่ใช่แม่นายกู”
“อ้าว อีปริก พูดอย่างนี้ก็สวยสิวะ” 
ปริกหน้าเหวอ
“จะสวยได้ไงวะ มึงพูดภาษาอะไร” 
“สวยได้สิมึง” ผินหยิบของจากมือปริก ในขณะที่ปริกยังงง “หยั่งงี้ไง” 
ผินส่งให้เกศสุรางค์ “ภาษาแม่นายกูเว้ย” 
เกศสุรางค์รับมาอย่างเร็ว 
ปริกหายงงแล้ว พรวดเข้ามา

เกศสุรางค์จะใส่ แต่ชะงัก เสียงแม่ลอยมา “เกศสุรางค์”


เวลาเดียวกัน แม่วางของในบาตรพึมพำเบาๆ

“เกศสุรางค์ แม่ขอให้ลูกอยู่ในภพภูมิที่ดี ขอให้ลูกแม่เกิดในที่ดีๆ พบคนดีๆ ขอให้ลูกมีความสุข มีคนที่รักลูก มีอายุยืนยาว อย่าได้สูญสิ้นชีวิตรวดเร็วเหมือนในชาตินี้เลย เจ้าประคุณ”

พระพายเรือมาคอยแล้ว ปริกฉวยของจากมือบุ้ง และใส่บาตรเสียเอง
เกศสุรางค์ไม่ขยับตัว
เหมือนว่าเสียงแม่ แว่วมาแผ่วๆ เป็นเสียงอ่อนโยน นุ่มนวล มีความรักเต็มเปี่ยมอยู่ในกังวานเสียง
เกศสุรางค์นิ่งสนิท ไม่ได้ยินเสียงใดๆ อารมณ์อิ่มเอิบ ความตื้นตันล้นขึ้นมาในอก หน้าละมุนละไม แต่น้ำตาไหลพรากๆเงียบๆ ไม่มีเสียงสะอื้น

ปริกใส่บาตร พระองค์ที่สามพายเรือเข้ามา
ผินและแย้มมองเกศสุรางค์ แต่เหมือนมีอะไรมาห้ามไว้ไม่ให้เข้าไปทำอะไร
เกศสุรางค์ยิ้มสว่าง หันมาทางผินและแย้ม ป้ายน้ำตา
“คิดถึงแม่ คิดถึงคุณยาย”
ผิน/แย้มร้อง “โถ…” 
หมื่นสุนทรเทวาก้าวออกมาจากซุ้มไม้ที่แอบดูอยู่ สายตาจับจ้องที่เกศสุรางค์ สงสาร

ในห้อง ผินบอก
“แม่นาย…เช็ดน้ำตานะเจ้าคะ ผ้านี่เจ้าค่ะ”
เกศสุรางค์รับมาซับน้ำตา
เกศสุรางค์ถาม
“พี่ผิน พี่แย้มไปไหน ไม่เห็นเข้ามา” 
“อ๋อ…ไป”
เสียงเคาะประตูห้องดังลั่น ปัง ปัง ปัง ! 
ผินยังไม่ทันเปิด “ใครวะ” 
“พี่ผิน” จวงเปิดพรวดเข้ามา “ไปดูพี่แย้มหน่อย ตายแล้วมั้งเนี่ย” จวงเสียงตื่นเต้น 

ปริกกับพรรคพวกกำลังรุมแย้ม 
ผินวิ่งพรวดเข้ามา มือหนึ่งตบปริก เท้าป่ายซ้ายขวา บ่าว 2 คนลงไปหมอบกระแต
“อี…ผิน”
“ทำไมอีปริก”
“มึงทำกูก่อนนะอีผิน”
“อีแย้ม ใครทำมึงก่อน”
แย้มชี้ไปที่ปริก
“ข้าเดินมาดีๆ จะไปเอาส้มมะขามเปียกในครัว…ตีนมาเต็มๆเลยนังผินเอ๊ย” 
“กี่ตีน” 
“หก”
ผินหันมาทางปริก ถีบซ้าย…ถีบขวา
“เอาไปอีกสอง นังแย้มเร็ว แม่นายเรียกหามึง”
แย้มตะกายตามไป ปริกยังงงอยู่
บุ้งถาม”ป้าปริก…ไม่เจ็บเหรอป้า” 
“อีเวร” ปริกผลักหน้าบุ้งที่ยื่นเข้ามา
แล้วเดินหน้าตั้งจะตามไปเอาคืน
“นังปริก”
ปริกหันไป
“แม่นาย มาแล้วหรือเจ้าคะ”

ที่ลานบ้าน ปริกเพ็ดทูลให้คุณหญิงจำปาฟัง บ่าวชายขนของให้คุณหญิงจำปาผ่านไป
“เท่านี้ก็เห็นแล้วว่าเอ็งหาเรื่องนาง” คุณหญิงว่า
“อ้าว”
“นางเป็นหลานท่านออกญา เอ็งกีดกันไม่ให้นางใส่บาตร มีธรรมเนียมที่ไหน เอ็งเป็นบ่าวนะนังปริก ลืมตัวรึไง”

“แต่แม่หญิงการะเกดเอ่ยอ้างถึงแม่นายด้วยเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่เห็นว่าแปลกอันใด นางจะอ้างเอ่ยถึงข้าก็สุดแท้แต่นาง…” คุณหญิงนิ่งไปนิด แล้วอยากรู้ “นางว่า” 

“แม่หญิงบอกว่า วันหนึ่งจะใส่บาตรเองทุกวัน แม้แต่แม่นายก็จะไม่ให้ใส่เจ้าค่ะ”
คุณหญิงจำปาหยุดกึก สีหน้าเปลี่ยนทันที

“เอ็งว่ากระไรนะ”


คุณหญิงจำปาเดินมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าขุ่นมัว ปริกตักน้ำล้างเท้าให้

บ่าวชายที่ขนของเดินตัวลีบลงมา พอเห็นคุณหญิงจำปาก็หยุด…กลัว
“มึงจะรีรอใยกัน ลงมาให้ถึงพื้นกูจะได้ขึ้น มึงจะให้กูเดินสวนมึงรึ”
บ่าวชายรีบลงมาเหมือนพายุ ไปโดยเร็ว
คุณหญิงจำปาแทบจะวิ่งขึ้น ปริกตามติด

คุณหญิงจำปาขึ้นมาเร็วๆ
บ่าวหญิงกำลังขนของ มีหีบ 2-3 หีบ ห่อผ้า ขนไปเก็บข้างใน พอเห็นคุณหญิงจำปาก็วางมือ ไหว้ แล้วขนไปอย่างเดิม

“ตั้งสำรับเช้าหรือยัง นังจวง”
“แล้วเจ้าค่ะ ท่านออกญาแต่งตัวเสร็จแล้ว กำลังจะออกไปเจ้าค่ะ” จวงรายงาน
ออกญาโหราธิบดีเดินออกมา
“แม่จำปากลับมาแล้วหรือ เรียบร้อยดีหรือไม่งานศพคุณป้า”
“เรียบร้อยดีงามเจ้าค่ะ”
ทนายของออกญาโหราธิบดีขึ้นมา เดิมก้มตัวไปหยิบพานใส่ผ้ากับหีบหมากแล้วเดินลงไป
“นั่นเพราะแม่จำปาไปเป็นแม่งาน”
“นับเนื่องเป็นงานบุญ แต่พอกลับมาถึงบ้านก็ระคายหูเสียแล้วค่ะคุณพี่”
“ก็อย่าฟังนังปริกเสียก็สิ้นเรื่อง นังคนนี้ช่างฟ้องก็รู้กันอยู่”
คุณหญิงจำปาจ้องหน้าออกญาโหราธิบดี นัยน์ตาทั้งขุ่นเคืองทั้งน้อยใจ
“นังปริก เก็บปากเอ็งไว้มั่ง อย่ายื่นยาวให้มากนัก แม่จำปาข้าไปทำงานล่ะนะ”
ออญาโหราธิบดีเดินออกไป
จำปายืนนิ่งอยู่สักครู่ พยายามสะกดกลั้นความโกรธ
ปริกเลี่ยงไปยืนอีกทางหนึ่ง จ้องมองคุณหญิงจำปา ลุ้นว่าจะเล่นงานการะเกดหรือไม่
คุณหญิงจำปาหันมา “อีปริก”
“เจ้าขา”
“มึงมากรงนี้” 
“เจ้าค่ะ” 
“มึงสาบาน…ดังๆให้กูได้ยิน” 
ปริกเริ่มสั่นนิดๆ “ว่า…” 
“ว่าที่มึงบอกกูน่ะ มึงไม่ได้หูฝาด” 
ปริกนัยน์ตาล่อกแล่กนิดหน่อย)
“แม่นายเจ้าขา…ข้าเจ้าได้ยินเต็มๆเจ้าค่ะ ด้วยเหตุว่า แม่หญิงการะเกดน่ะมิสู้จะกลัวใครอยู่แล้ว แม่นายไม่อยู่ แม่หญิงยิ่งกำเริบใจตามสันดานเดิม”

“ข้อนั้นข้าไม่ปรารถนาจะฟัง เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่าสันดานของนางเป็นอย่างใด”
“ข้าเจ้าเห็นว่าแม่หญิงการะเกดกำเริบเสิบสาน หวังจะมาแทนที่แม่นาย วันข้างหน้า แม่หญิงอาจจะไล่แม่นายไปอยู่ใต้ถุนเรือน” 

คุณหญิงจำปาหันมา จ้องหน้าปริกแบบทะลุถึงหัวใจ
“นางสามหาวเพียงใด แม่นายก็รู้นี่เจ้าคะ”
“เอาล่ะ”
ปริกสีหน้าลิงโลดว่าการะเกดโดนแน่
“ให้ถึงวันนั้นเสียก่อน”
คุณหญิงเดินไปทันที ปริกเซ็ง

บ่าวหลายคนอยู่ตรงท่าน้ำของบ่าว ต่างกำลังงมกุ้งกันเกรียวกราว
เกศสุรางค์ลงเรือนมา แย้มกับผินตามหลัง
“เสียงใครทำอะไรหรือพี่ดังลั่นเลย” 
แย้มบอก “พวกบ่าวงมกุ้งเจ้าค่ะ” 
ผินบอก”ข้าจะไปช่วยเขางมนะอีแย้ม” 
“กุ้งเยอะหรือพี่” 
“อึดตะปือนังเจ้าค่ะ” ผินว่า
“หา…อึด…อะไรนะ”
“อึดตะปือนังเจ้าค่ะ” 
“แปลว่าเยอะ”
“เจ้าค่ะ” 
“ไปดูกัน เผื่อขอเขามาทำกุ้งเผา” 
เสียงจำปาดังแว่วมา “นังปริก…นังปริก” 
“คุณป้ามาแล้ว”

ต่อมา เกศสุรางค์ไหว้ต่ำ งดงาม คุณหญิงจำปามองแล้วเมิน
“คุณป้ามาถึงเมื่อไหร่เจ้าคะ”
จำปาหน้าเรียบเฉย ไม่ยินดี ยินร้าย ผ่าหมาก เจียนพลูอยู่
“สบายดีหรือเจ้าคะ”
จำปาเมินไปอีกทาง
“ไม่พูดกับข้า เท่ากับข้าทำอะไรผิดบางอย่าง อ๋อ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ อีปริกฟ้อง”
“อย่าโทษเขา…เขาไม่ได้ฟ้องอะไร”
“คุณป้าแน่ใจนะเจ้าคะว่าอีปริกไม่ได้ฟ้องอะไรเลย”
คุณหญิงจำปายังนิ่ง
“ข้าจะไปงมกุ้ง ทำกุ้งย่าง คุณป้าคอยรับประทานนะคะ”
“ข้าไม่กิน” คุณหญิงจำปาพูดตามหลัง

เกศสุรางค์ , ผิน , แย้ม เดินลงมาจากเรือน 
เกศสุรางค์เดินนำเดินเร็วๆไปที่ท่าน้ำ
เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังแว่วมาตามลม เกศสุรางค์เร่งฝีเท้าจนเกือบวิ่ง
“แม่น๊าย…ระวังเจ้าค่ะ” แย้มว่า
เกศสุรางค์หน้าเกือบคะมำ แต่ทรงตัวได้ทัน 
“เฮ้อ” แย้มลูบอก
เด็กงมกุ้ง เป็นผู้ชาย 3-4 คน , ผู้หญิง 2 คนขึ้นจากท่า โยนกุ้งใส่ตะกร้าตรงนั้น คนละ 2 ตัวก็มีกุ้งเต็มตะกร้า กุ้งดิ้นพึ่บพั่บ

เกศสุรางค์ตั้งท่าจะเข้าไป “กุ้ง…กุ้งจริงๆด้วย” 
ผินจับข้อมือฉับ “เดี๋ยวเจ้าค่ะ”
“อะไรพี่ผิน” เกศสุรางค์มองหน้า “แค่จะไปดูกุ้ง” 
ผินยังจับข้อมือ บอกด้วยสายตา
“โอเค…ไม่วิ่ง เดินงามๆเลยใช่มั้ย” 
เกศสุรางค์ยุรยาตรไปถึงหลัวใส่กุ้ง แล้วตาโต
“โห กุ้งเป็นกระตั๊กเลย” 
บ่าวทุกคนยืนหน้าเหรอมาก เพราะฟังไม่รู้เรื่อง อะไรคือกระตั๊ก !?

เกศสุรางค์ดีดนิ้ว นึกออก “น้ำจิ้ม”


ในครัวเกศสุรางค์พูดลอยๆ

“คุณป้าเจ้าขา ข้าจะทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเด็ดให้จิ้มกุ้งนะเจ้าคะ”
เกศสุรางค์หยิบพริกขี้หนูใส่ครก คุมบ่าวให้ตำ
เกศสุรางค์หยิบกระเทียมใส่ครก บอกให้บ่าวตำ
เกศสุรางค์หั่นมะนาว
เกศสุรางค์บีบมะนาว เทน้ำปลา ชิม พยักหน้าพอใจร้อง “แซ่บ” 
บ่าวที่ช่วยงานอยู่ตรงนั้น หน้าเหวอ เงยหน้าขวับ มอง…ไม่เข้าใจแบบน่าขำมาก
เกศสุรางค์ชี้มือที่กุ้งอยู่บนเตา กำลังร้อน
“กลับไปกลับมาอย่าให้สุกมาก แป๊บเดียวนะ”
บ่าวหน้าเหวอมากกับศัพท์แสงแปลกๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“อย่านาน เฮ้ย ตัวนั้นสุกแล้ว เอาขึ้นได้” 

บนเรือน 3 คน พ่อ แม่ ลูก กำลังเอากุ้งจิ้มน้ำจิ้ม และใส่ปาก เคี้ยวกันหมุบหมับแบบตั้งใจกินมาก อร่อยมาก

เกศสุรางค์โผล่เสาเรือนมอง หันไปยกนิ้วโป้ง 2 นิ้วให้สองบ่าว
สองบ่าวงงๆพริบตาเดียว ยกนิ้วโป้ง 2 นิ้วรับทราบ

ในห้องการะเกด ตอนกลางวัน อีกวันหนึ่ง
“พี่ วันก่อนเห็นมั้ย”
ผิน/แย้มบอก “เห็นเจ้าค่ะ” 
“เห็นอะไร” 
“อ๋อ เห็นเรือทหารไล่จับไอ้ผู้ร้ายที่ลักทรัพย์เจ้ากูวัดแกลบมาทางหน้าเรือน” ผินบอก
“ไม่ใช่ เห็นเปลือกกุ้งเผา” 
“อ๋อ…กองพูนเป็นโคกสูงเลยเจ้าค่ะ” แย้มว่า
เกศสุรางค์หัวเราะชอบใจ
เกศสุรางค์ดีดนิ้ว “เริ่ด” 
ผินหัวเราะน่าขำ “เริ่ด…เจ้าค่ะ” 
“ชัวร์” 
“ชัว…เจ้าค่ะ” 
“เริ่ด คือ ดีมาก ชัวร์ คือ แน่นอน”
ผิน/แย้มร้อง “อ๋อออออ” 
“หมูกระทะ” เกศสุรางค์นึกขึ้นได้ อุทานเสียงดัง
ผิน/แย้มทวน “หมูกระทะ” 
“เมนูหน้า แต่…มันต้องมีกระทะน่ะสิ” 

เกศสุรางค์เปิดประตูห้องพลางถาม
“กระทะไปซื้อที่ไหนพี่ผิน”
“ซื้อที่ตลาดน้อยเจ้าค่ะ ซื้อเป็ดซื้อไก่ก็ใช่เจ้าค่ะ” 
“ถ้าจะไปทำยังไงเหรอพี่” 
“ต้องแจ้งคุณพี่ให้พาไปเจ้าค่ะ” 
“โอเค อยู่ไหนคุณพี่” 

เกศสุรางค์เดินพรวดๆ ผินตาม จะลงบันไดแล้วชะงักกึก
“ไปไหนเจ้าคะ” 
ผินโผล่ตามหลัง ชะงักเหมือนกัน
แย้มตามมาติดๆเกือบชนผิน ทั้งสามคนชะงักมองไปข้างหน้า
เห็นสองหมื่นสุนทรเทวากับหมื่นเรืองราชภักดีกำลังเจรจาความสำคัญ ลักษณะเป็นเรื่องลับ และเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย สองคนหน้าเคร่งเครียด วางแผนกัน จ้อยยืนห่างๆ ถือหีบและถาดผ้าของหมื่นสุนทรเทวา

หมื่นเรืองราชภักดีพูดบางอย่าง แต่หมื่นสุนทรเทวาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย บอกให้ทำอีกอย่าง

ที่หัวบันได เกศสุรางค์ชะเง้อคอมองอย่างสงสัย วางแผนอะไรกัน
เกศสุรางค์มองหมื่นเรืองราชภักดี
เกศสุรางค์พึมพำเบาๆ
“ไอ้เรือง ฉันคิดถึงแกจริงๆ แกเป็นอะไรรึเปล่า เป็นเหมือนฉันรึเปล่าวะเนี่ย”
เกศสุรางค์หน้าครุ่นคิด หมองหม่น
“ถ้าเหมือนฉัน แกจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าเลือกได้แกน่าจะไปอยู่สมัยสุโขทัยนะเว้ย แกจะได้เห็นคนไปสั่นกระดิ่งหน้าวังหลวงเวลาจะร้องทุกข์ไง อยากรู้ว่ากระดิ่งจะดังทั้งวันรึเปล่า คงไม่หรอกนะ เพราะช่วงนั้นไพร่ฟ้าหน้าใส ค้าม้าค้าช้างกันทั้งเมืองมั้ง คงไม่มีเรื่องร้องทุกข์เท่าไหร่หรอก เออ แต่ถ้าให้คนกรุงเทพฯสั่นกระดิ่งร้องทุกข์สิ แม่ง เสียงกระดิ่งคงดังจนหูแตกชัวร์”

เกศสุรางค์ทำท่าเหมือนพูดกับเรืองฤทธิ์
“เฮ้อ…ก็มีแต่คนหน้าเหมือนแกแหละไอ้เรือง เขาไม่ใช่แก” 
หมื่นสุนทรเทวายืนอยู่เชิงบันได มองจ้องเป๋งขึ้นมา หมื่นเรืองมองขึ้นมาด้วย
“อูย…ได้ยินแค่ไหน” เกศสุรารงค์พูดเบามาก
หมื่นสุนทรเทวาบอก “ได้ยินทั้งหมด” 
“โห…”
“เสียดายที่ฟังไม่รู้เรื่อง” 
“อ๋อ งั้นแจ่ม” เกศสุรางค์วิ่งลงบันไดมา “หมื่นเรือง สวัสดีค่ะ วันนี้มาถึงนี่ดีใจจัง” 
เดินเลยหมื่นสุนทรเทวาไปหาหมื่นเรืองราชภักดี
“แม่หญิง ออเจ้าดีใจเรื่องอันใด” 
“อ้าว ดีใจที่เจอหมื่นเรืองอีกน่ะสิคะ ข้าคิดถึงท่านทุกวันเลย คิดว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้พบท่านอีก”
ผิน แย้ม จ้อยมองหน้ากัน
“ออเจ้าคิดถึงข้า” หมื่นเรืองย้ำ
“คิดถึงจริงๆนะคะ เพราะข้าไม่รู้จะไปหาหมื่นเรืองที่ไหน คุณพี่บอกว่าท่าน้ำที่ท่านหมื่นลงวันนั้นเป็นท่าเรือของบ้านท่าน แต่ข้าลืมไปไม่ถูกค่ะ” 

หมื่นเรืองยิ้มกรุ้มกริ่มแบบชายไทยโบราณ 
“ออเจ้าหมายจะพูดว่า ถ้าออเจ้าไปถูกจะไปอย่างนั้นฤๅ”
“หมายอย่างนั้นแหละค่ะหมื่นเรือง นี่หมื่นเรืองไปไหนมาคะนี่”
“อ๋อ ข้ามีกิจธุระต้องเจรจากับพ่อเดช”
“เรื่องอะไรหรือคะ” เกศสุรางค์ถามทันควัน เสียงอยากรู้ มองจ้องเป๋ง
“เป็นเรื่องราชการ”
“แล้วหมื่นเรืองไม่ต้องไปนั่งที่ที่ทำงานเหรอคะ” 
“ที่ที่ทำงาน เจ้าจะหมายถึงที่ใดข้าฟังมิรู้ความ”
“เก๊าะ…ที่…เอ่อ แบบว่านั่งทำงานน่ะค่ะ” 
หมื่นเรืองราชภักดีมองหมื่นสุนทรเทวา
“พ่อเดช…ช่วยไขความหน่อยเถิด”
“ข้ามิเห็นจำเป็นต้องฟังนาง นางพูดจามิเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้เสมอ” หมื่นสุนทรเทวาว่า
“อ้าว…ก็ข้าอยากรู้ว่าหมื่นเรืองกับคุณพี่น่ะทำงานอะไร ทำที่ไหน ทำกับใคร ทำเวลาอะไรมั่งน่ะ ไม่เห็นจะไปทำอะไรที่ไหนเลย เห็นอยู่บ้านทุกวั๊น…ทุกวัน”

เกศสุรางค์พูดเร็ว เล่นเอาทุกคนเหวอไปตามๆกัน
เห็นภาพบาดตา คำพูดบาดใจแล้วหงุดหงิด 
หมื่นสุนทรเทวาหันหลังกลับไปทันที พร้อมๆกับเสียงเรียก “ไอ้จ้อย” จ้อยรีบตาม
หมื่นเรืองราชภักดีว่า “คุณพี่เดชของออเจ้าเห็นจะมิพึงใจ” 
“นั่นสิคะ เดินสะบัดบ๊อบไปเลย” 
หมื่นเรืองหน้างง น่าขำ
“งานของข้าสองคนที่เจ้าถาม เป็นงานในสังกัดของออกญาโกษาธิบดี เกี่ยวกับการค้าขายกับต่างประเทศ” หมื่นเรืองบอก

“อ๋อ แล้วออฟฟิศ เอ๊ย ที่ทำงานอยู่ที่ไหน”
“ที่ทำงานก็อยู่ในวัง หรือที่บ้านออกญา หรือถ้าพบเห็นกันที่อื่นก็ทำงานได้”
“อ้อ ออฟฟิศเคลื่อนที่”
หมื่นเรืองงงๆ แต่ก็มองหน้าเกศสุรางค์อย่างชื่นชม
“แม่หญิงมิได้เป็นเหมือนที่พ่อเดชบอกเล่าไว้แม้แต่น้อย”
“ก็ไม่แน่นะคะหมื่นเรือง เขาว่าข้ามากๆ ข้าอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้”
หมื่นเรืองราชภักดียิ้มแย้มคุยถูกคอเหลือเกิน เขยิบมาใกล้อีกนิด
“ออเจ้าอยากไปหาท่านอาจารย์อีกหรือไม่ล่ะ แม่การะเกด”
เกศสุรางค์ตอบเสียงแจ๋ว “อยากค่ะ หมื่นเรืองพาไปนะคะ” 
“เจ้าขอคุณพี่ของเจ้าไว้ ข้าจะมาพาเจ้าไป” 
“โอเค” เกศสุรางค์ยื่นมือจะเช็คแฮนด์
หมื่นเรืองมองอย่างงงๆ “ทำไมหรือ” 
“จับมือทำสัญญาค่ะ” เกศสุรางค์หยิบมือหมื่นเรืองมาจับมือตัวเองเขย่าๆ “เช็คแฮนด์…หยั่งนี้ค่ะ”

เกศสุรางค์หัวเราะเสียงดัง หมื่นเรืองราชภักดีหลงเสน่ห์เข้าไปเต็มเปาแล้ว


ต่อมา เกศสุรางค์ขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว

หมื่นสุนทรเทวายืนตระหง่านคอยท่า
“คุณพี่คะ ไปซื้อกระทะกันนะคะ” 
“หญิงผู้ดีจะบอกคิดถึงชายอื่น มิบังควร”
“ชายอื่น ? เหรอเจ้าคะ อ้อแล้วชายใดล่ะเจ้าคะที่คิดถึงได้”
“ชายคู่หมาย” หมื่นสุนทรเทวามองตาเขม็ง
เกศสุรางค์จ้องตานิ่ง …. 
เกศสุรางค์หลบตา แล้วพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น
“รับทราบค่ะ” 
“ดี” หมื่นสุนทรเสียงหนักๆ แต่นัยน์ตากระจ่างขึ้น
“มีเรื่องจะรบกวนคุณพี่น่ะค่ะ” เกศสุรางค์เปลี่ยนเสียงเป็นร่าเริง
“ว่ากระไร”
“ข้าอยากไปตลาดน้อยค่ะ ข้าจักไปสั่งทำกระทะร้อน” 
“กระทะ…ในโรงครัวมีออกถมไป”
“ไม่ใช่กระทะธรรมดาทั่วไปค่ะ เป็นกระทะแบบใหม่”
“ออเจ้าก็ลองวาดรูปออกมา ข้าจักเอาไปให้ช่างจีนตีให้ เป็นหญิงผู้ดีมิบังควรทเวนเที่ยวเตร่ข้างนอกให้คนทั้งพระนครต้องอื้ออึง ฤาออเจ้ามิเกรงเสียงนินทา”

“ทเวนหรือคะ เป็นไงหรือคะ”
“ทเวน ก็ทเวนไปไหนมาไหน เหตุใดจึ่งมิรู้ภาษาของเราเอง”
“ไปไหนมาไหน อ๋อ ตระเวน” 
“ทเวน…ตระเวนอะไรของออเจ้า” 
“โอเค…เสียงนินทาหรือคะ ฟังนะคะ”

“ห้ามเพลิงไว้อย่าให้   มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์     ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน          คืนเล่า
ห้ามดังนี้ไว้ได้           จึ่งห้ามนินทา”

เกศสุรางค์พูดต่อ 
“ใครจะนินทาว่าอะไรก็ช่างเขา เรารู้ตัวของเราก็พอแล้ว” 
“โคลงไพเราะ แต่กิริยาชม้อยชม้ายชายตาไม่งาม”
“โคลงไม่ได้แต่งเองหรอกค่ะ จำผู้ใหญ่ท่านมา ส่วนกิริยาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด ข้าเองก็อยากจะวาดให้ดูอยู่หรอกค่ะ แต่ข้าวาดหมูกลายเป็นเป็ดได้ง่ายๆ กลัวว่าวาดกระทะร้อนกลายเป็นหมูได้เลยค่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เอาหมูมาปิ้งหมู”

หมื่นสุนทรเทวาหัวเราะเสียงดังอย่างขำจริงๆ

แย้มกับผินได้ยิน ชอบใจยิ้มแย้มกัน มองแล้วพยักเพยิดกันให้ดู
เกศสุรางค์ อ้าปากกว้าง หัวเราะเสียงดัง
หมื่นสุนทรเทวาเผลอไผลจ้องมอง
เกศสุรางค์หันมาสบตา นิ่งอยู่สักครู่ จนหมื่นสุนทรเทวารู้สึกตัว ท่าทางเก้อๆ
“หายป่วยครานี้ออเจ้าก็คิดแต่จักไปเที่ยวใช่ฤๅไม่ เอาเถิดวันนี้ข้าว่างจักพาไป”
“โอ้ว ฟลุ๊คอย่างแรง !”
“พูดจาฟังมิรู้ความ” หมื่นสุนทรเทวาเหล่นิดๆ
“อย่าฟังค่ะ…อย่าฟัง”
“ถึงอย่างไรก็ต้องวาดออกมาให้เห็นเป็นรูปร่าง แล้วออเจ้าแจกแจงให้ช่างจีนฟัง ก็น่าจักพอได้กระทะอย่างที่ใจออเจ้าคิด ไปตระเตรียมตัวให้พร้อมเถิด ข้าจักไปรอที่ท่าเรือ”

หมื่นสุนทรเทวาก้าวยาวๆไปยังท่าเรือ

ที่ท่าเรือ หมื่นสุนทรเทวาเอื้อมขึ้นรับมือเกศสุรางค์
เกศสุรางค์กระแอมนิดๆ สีหน้าขำๆ ทำหน้าเหมือนถามว่า “แน่หรือ”
หมื่นสุนทรเทวาหน้าเก้อนิด แต่ทำเป็นหน้าดุกลบเกลื่อน ทำท่าจะชักมือกลับ แต่เกศสุรางค์จับหมับทันที
หมื่นสุนทรเทวาถอนหายใจยาวๆแรงๆ รับเกศสุรางค์ลงเรือ

เกศสุรางค์หน้าชื่นตาบานบนเรือ สายตามองโน่นมองนี่ 
เมื่อคิดได้ก็ร้อง “เอ้อ…” เสียงดังลั่น
ทุกคนบนเรือสะดุ้ง 
ไอ้จ้อยแจวถลำแทบตกน้ำ
หมื่นสุนทรเทวาหน้าขมวดมุ่น นัยน์ตาดุมอง แวบหนึ่ง
“ขอโทษค่ะ” เกศสุรางค์ไหว้สวย “คุณพี่คะ พาข้าไปซื้อสมุดดินสอก่อนได้มั้ยคะ”
หมื่นสุนทรเทวานิ่ง
จ้อย ผิน แย้ม คอยฟัง
“ไอ้จ้อย” 
“ขอรับ” 
“เข้าพระนครไปทางประตูฉะไกรน้อย” 
ผิน แย้มพยักเพยิดกันอีกเป็นทำนองว่า ดูซิ ! ท่านหมื่นตามใจแม่นาย

เรือเลี้ยวเข้าปากคลอง
“คลองประตู…อะไรนะคะ”
“ฉะไกรน้อย”
“มีสมุดดินสอขายหรือคะ”

“ข้างหน้านั้นเป็นตลาดบ้านดินสอ”


ร้านขายดินสอ เกศสุรางค์เลือกดินสอ หยิบขึ้นมา

หมื่นสุนทรเทวาบอก
“นั่นคือดินสอหิน ไว้เขียนกับกระดานชนวน”
“อ๋อ” 
“ดินสอเขียนกระดาษต้องอย่างนี้ ไส้เป็นสีดำ”
“ข้าซื้อครึ่งโหล” เกศสุรางค์บอก
หมื่นสุนทรเทวาทำท่าบอกคนขาย แล้วควักถุงย่ามใส่เงิน
“สมุดเดี๋ยวไปซื้อที่ตลาดบ้านสมุด” 

ณ ร้านขายสมุด เกศสุรางค์ก้มลงมองสมุดจนเกือบติด
หมื่นสุนทรเทวาจับสมุดให้ห่างจากตาอีกหน่อย
เกศสุรางค์เงยหน้าหัวเราะเก้อๆน่าเอ็นดู
หมื่นสุนทรเทวามอง นัยน์ตายิ้มๆเอ็นดู
เกศสุรางค์ลูบกระดาษเบาๆ
“เนื้อกระดาษเหมือนกระดาษสา เพราะไม่เรียบลื่น แต่ว่าเรียบกว่ากระดาษสา…จะได้เขียนได้ลื่นมือหน่อย ซื้อ 3 เล่มนะคะ”

“เอาไปใยตั้ง 3 เล่ม”
“อ้าว…ก็ไม่ต้องจ่ายเองไงคะ ถ้าจ่ายเองเอาเล่มเดียว” 
เกศสุรางค์หัวเราะเสียงใส ดังลั่น
ผิน แย้มเตือนเสียงหลง “แม่นาย…”
เกศสุรางค์ปิดปากอย่างตกใจ “หัวร่อดังม้าฬ่อ…จำได้แล้วจ้ะพี่”

เวลาต่อมา ณ ที่แห่งหนึ่ง บริเวณนี้เป็นตรอกแคบ สองข้างเป็นตึกแถวฉาบปูนสีขาว ซึ่งเป็นทางเข้าโรงตีเหล็ก ผู้คนในแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นคนจีน

หมื่นสุนทรเทวาสั่งก่อนจะเดินเข้า
“รอตรงนี้หนา” 
“เดี๋ยวค่ะ ทำไมไม่ให้ไปด้วยคะ”
“ข้างในเขาตีเหล็กกัน…ร้อน” หมื่นสุนทรเทวาเดินเข้าไป
เกศสุรางค์นัยน์ตาซาบซึ้งนิดหน่อย
แย้มบอก “โถ…ห่วง กลัวร้อน”
ผินบอก”แล้วจะให้บ่าวคิดว่าไงเจ้าคะแม่นาย”
เกศสุรางค์มองเข้าไป ในประตูเหมือนในละครจีนยุคโบราณ เห็นเตาเผาเหล็ก เห็นคนจีนกำลังตีเหล็ก
เสียงดังแว่วๆ
“ข้านึกแล้วว่าห่วง” แย้มบอก
“ข้าไม่ได้นึกอย่างงั้นสินะ” ผินว่า
“ข้ารู้ ไม่มีใครไม่นึก ไอ้จ้อยเอ็งนึกรึเปล่าวะ”
“นึกแล้วเหมือนกัน ว่าฮ้วง…ห่วง” 
บ่าวๆคุยแซวๆกัน เกศสุรางค์ได้ยิน บอก
“ที่คิดน่ะมันไม่ใช่นะพี่”
ทุกคนหัวเราะกัน
คนจีนทั้งชายและหญิง หลายคนเดินผ่าน หันมาดูตามๆกัน
หมื่นสุนทรเทวาออกมาพร้อมจีนตง ที่ถือกระดานชนวนมาด้วย
จีนตง คนนี้คือ ช่างทำกระทะ รูปร่างสันทัด ไว้เปียยาว ใส่กางเกงขายาว และรองเท้าหนังกันไฟ
“นี่จีนตง…คนทำกระทะ” 
“ค่ะ สวัสดีค่ะจีนตง” 
จีนตงเป็นงงกับคำว่า สวัสดี
“อาไลดี…วัดดีเหรอฮ้า” 
เกศสุรางค์หัวเราะขำมองหมื่นสุนทรเทวา
“อ๋อ วัดไม่ดีค่ะ”
“อย่ามัวเจรจาเป็นเล่นเสียเวลา”
เกศสุรางค์ลดเสียง
“ได้ค่ะ ดุชมัด” นางเห็นหมื่นสุนทรเทวาจะดุต่อ จึงพูดเสียงดังขึ้น
“ฉันอยากได้กระทะค่ะ” 
“กระทะยังไงฤๅขอรับ” 

เกศสุรางค์วาดไปวาดมาใส่กระดานชนวน จีนตงเกาหัวยิก 
เกศสุรางค์พยายามอธิบาย พรรคพวกยืนมองแบบลุ้นมาก สุดท้ายจีนตงพยักหน้าหงึกๆ
“หนาๆนะจีนตง แล้วอย่าลืมหูจับหุ้มไม้ ไม่งั้นร้อน” 
“มิลืมขอรับ เอาใหญ่เท่านี้นะขอรับ” จีนตงทำมือ
“เจาะรูให้เท่าๆกันนะจีนตง เดี๋ยวหมูสุกไม่พร้อมกัน”
“ขอรับ” จีนตงเดินกลับไป
เกศสุรางค์ถาม”เที่ยวไหนต่อคะ”

“กลับ” หมื่นสุนทเทวาเสียงชัดเจน


ขากกลับ จ้อยพายเรือมาเรื่อยๆตามลำน้ำ

เกศสุรางค์บ่นพึมพำ
“ยังวันอยู่แท้ๆ น่าจะพาไปเที่ยวที่อื่น…ไปวัดก็ได้ วัดพนัญเชิงไม่เคยไป วัดพระศรีสรรเพชญ์ เออ…จริงด้วยอยากเห็นพระปรางค์ 3 องค์ คุณพี่คะ” 

เกศสุรางค์ตาโต ร้องสุดเสียง “ว๊าย…” 
เรือถูกดึงเข้าไปตรงน้ำวนบางกะจะ หมุนคว้าง
“เฮ้ย…ไอ้จ้อย” 
จ้อยพยายามคัดท้ายสุดความสามารถ
ผิน แย้ม เรืออีกลำร้องกรี๊ด ตะโกน “ไอ้จ้อย…ระวัง…”
ไม่สำเร็จ เรือเอียงแล้วคว่ำลงทันที
หมื่นสุนทรเทวาโผจะมาช่วยร้อง “แม่การะเกด”
“คุณพี่” นางโผเข้าหาเหมือนกัน
แล้วสองคนแตะมือกันพอดีก็จมวูบลงน้ำทันที 
ใต้น้ำมือสองมือจับกันแน่น สองร่างกอดกระหวัดพากันจมลงไป 
หมื่นสุนทรเทวาสายตาห่วงใยไขว่คว้าจับเกศสุรางค์ไว้แน่น
เกศสุรางค์เป็นนักว่ายน้ำ ตีขาเพื่อให้ลอยขึ้น ชี้มือพยักหน้าว่าให้ถีบเท้าขึ้นข้างบน
หมื่นสุนทรเทวาพยักหน้ารับ แล้วร่างสองร่างก็ลอยช้าๆขึ้นเหนือน้ำข้างบน
พอร่างสองร่างโผล่ขึ้นมา เกศสุรางค์ก็ตกใจร้อง “คุณพี่…ระวัง”
เรือแจวอีกลำแล่นมาชนหมื่นสุนทรเทวา เสยเข้ากกหูจนร่างจมวูบ
มือหลุดจากมือเกศสุรางค์ลงใต้น้ำ
“คุณพี่” 
ผิน/แย้มร้องเรียก “ท่านหมื่น” 
จ้อยเรียกพร้อมกัน “ท่านหมื่น” 
ผินผลักไอ้จ้อยเต็มแรง
แย้มผลักไอ้ม่วง ไอ้แหวน
บ่าวชายทั้ง 3 คนกระโจนลงพร้อมๆกัน วูบหายเงียบไป
เกศสุรางค์ว่ายมา ผิน แย้มดึงขึ้นมาบนฝั่ง
ท้องน้ำเงียบสงบ
นัยน์ตาทุกคู่จ้องจับที่ผืนน้ำ
สีหน้าทุกคนเพ่งมอง และเริ่มกระวนกระวาย มองหน้ากัน หน้าเสียกันมาก
“อีแย้ม” 
“เอาไงดีวะ”
ผินตั้งท่า “กูลงไปเอง” 
เกศสุรางค์ปาดมือกันสองคน แล้วตัวเองกระโจนลงทันที
เกศสุรางค์ว่ายไป ผิน แย้มร้องตะโกน “แม่น๊าย…”

เกศสุรางค์อ้วนตุ๊ต๊ะ ใส่ชุดว่ายน้ำแบบมิดชิดว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำ
เกศสุรางค์ว่าย

เกศสุรางค์ในร่างการะเกดว่ายน้ำอยู่กลางคลอง สูดลมหายใจแล้วดำวูบลงไป
ทุกอย่างเงียบอีก

จ้อยทะลึ่งพรวด
ม่วงทะลึ่งพรวด
แหวนทะลึ่งพรวด
ผิน/แย้มถาม “ไอ้จ้อย ทำไม ไม่เจอเหรอวะ” 
จ้อยหอบเหนื่อยบอก “ไม่เจอพี่” 
ผินถาม “แม่นายล่ะ เห็นแม่นายมั้ย” 
จ้อย ม่วง แหวนส่ายหัว ผิน แย้มลนลาน
แล้วเกศสุรางค์ก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมา พร้อมๆกับล็อคแขนหมื่นสุนทรเทวาที่สลบขึ้นมาด้วย

ที่ตรงนั้นห่างจากที่เกิดเหตุออกไปสัก 3-4 เมตร แสดงว่าหมื่นสุนทรเทวาลอยไปตรงนั้น


นายจ้อยลากหมื่นสุนทรเทวาขึ้นมาจากน้ำ เอาเข่ายันบริเวณท้อง แล้วจับตัวหมื่นสุนทรเทวานอนคว่ำบนเข่า

น้ำทะลักจากปาก แต่หมื่นสุนทรเทวายังไม่ฟื้น
“คุณพี่…ฟื้นสิ” เกศสุรางค์ตะแคงหูฟังหัวใจ “เต้น…หัวใจเต้นอยู่” เมื่อเอามือรองที่จมูก แล้วขมวดมุ่น “ไม่มี…ไม่หายใจ” 

ผิน แย้มร้อง “ว๊าย” สีหน้าเลิ่กลั่ก
เกศสุรางค์เขย่าตัว
“ทำไมไม่หายใจ ปัทโธ่เอ๊ย…โว้ย จ้อย ทำไง”
“ท่านหมื่นน่ากลัวตายแล้วขอรับ” จ้อยว่า
“ไอ้จ้อยบ้า…พูดอะไรคิดมั่ง” 
จ้อยม่อย
ผินบอก “มันน่ากระทืบ” 
“หา…ถึงกระทืบเลยเหรอพี่ผิน” 
แย้มบอก “ไม่น่า…เอาเสียเลยมั้ย” 
จ้อยถอยกรูด
“เอาวะ ถือว่าช่วยชีวิต อีตาหมื่นบ้าเอ๊ย แข็งแรงแทบจะเตะม้าตาย มาจอดแค่โดนเรือชน” 
เกศสุรางค์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆสองสามครั้ง มือจับหน้าหมื่นสุนทรเทวาให้หงายเชิดขึ้น
คนทั้งปวงเข้ามามองจ้องเป็นตาเดียว
เกศสุรางค์ประกบปากแนบสนิทกับปากหมื่นสุนทรเทวา มือบีบจมูก
คนทั้งปวงผงะ ตกใจ อ้าปากค้าง ตาโตยิ่งกว่าไข่ห่าน บางคนมือปิดหน้า แต่แอบดู
เกศสุรางค์ไม่สนใจใคร เป่าลมเข้าไปในปาก 2-3 ครั้ง
สายตามองที่หน้าอก เปลี่ยนมากดที่กึ่งกลางหน้าอก โดยใช้ฝ่ามือประสานกันแล้วกดเป็นจังหวะเร็วๆ 5-6 หน แล้วหยุด หันไปเป่าลมเข้าทางปากอีก 2-3 ครั้ง แล้วกดอีก 

หมื่นสุนทรเทวาเริ่มรู้สึกตัว มือเปะปะมาประคองหัวเกศสุรางค์ ปากเผยอรับจูบ พอเห็นๆถนัดว่ามีการขยับริมฝีปาก

เกศสุรางค์ ดีใจ ผละออก
“คุณพี่” 
หมื่นสุนทรเทวาลืมตา มองเกศสุรางค์ที่มองจ้อง นัยน์ตาเป็นห่วงสุดขีด
ตาสบตา ความอาทร ความห่วงใย ความรู้สึกวาบหวามผ่านเข้าไปในใจของทั้งสองคน เป็นอึดใจ กว่าเกศสุรางค์จะรู้สึกตัว

“ฟื้นแล้ว…ฟื้นเสียที เอ้าจ้อย ช่วยประคองท่านหมื่น” 
หมื่นสุนทรเทวาลุกขึ้นนั่ง เกศสุรางค์ลุกขึ้นยืน ถอนหายใจแรงโล่งอก
เสียงซุบซิบ นินทา จากฝูงชนเริ่มทำงาน …
“หน้าตาก็งาม หน้าไม่อาย”
“จูบผู้ชายกลางตลาดกลางวันแสกๆ”
“จูบกันเหรอวะนั่น” 
“นั่นสิ คิดว่ากัดกัน”
“จูบกัน ข้าเคยเห็นแต่พวกฝรั่งมันจูบกัน”
เกศสุรางค์เหลืออด
“ไม่ได้จูบเว้ย ! ข้าแค่ช่วยชีวิตแบบฝรั่ง เม้าท์ทูเม้าท์น่ะไม่รู้จักหรือไง ไอ้พวกโบราณเต่าล้านปี ไอ้พวกไดโนเสาร์จูราสสิกปาร์ก”

ผู้คนที่มุงดูอยู่เมื่อครู่เริ่มถอยห่างไม่กล้าสบตาแม่หญิงที่ยืนก๋าโต้เถียงหน้าทะมึน ดวงตากลมโตจับจ้องมองคนที่ยังมองไม่เลิกทีละคน จนคนมุงหลบหน้าและเดินหนีไปเอง