ดูละครย้อนหลัง » บุพเพสันนิวาส » บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 8

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 8

2 มีนาคม 2018
390   0

 

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 8

บทประพันธ์ : รอมแพง บทโทรทัศน์ : ศัลยา

บริเวณหน้าร้านฟอลคอน หลวงสุรสาครเดินจากร้านออกมาอย่างองอาจ

ชาวบ้านหลีกเป็นทาง ข้ารับใช้ผลักชาวบ้านที่ขวางทาง ตวาด “หลีกไป” ชาวบ้านพึมพำด่าลับหลัง
ข้ารับใช้ถาม “Elle te plait – ท่านชอบนางรึ ?” 
” Beaucoups , elle sera ma femme. Tu verres. – มาก…วันหนึ่งนางจะเป็นเมียข้า…คอยดู”
สองคนเดินลับไป

ในร้านของฟานิก มะลินั่งเศร้าหมอง เป็นทุกข์
ฟานิกนั่งใกล้ๆ มองลูกสาวอย่างเห็นใจมาก แต่สีหน้ากิริยาบ่งบอกว่าช่วยอะไรไม่ได้

ไก่ขันเสียงก้อง ประสานกันหลายตัว
เกศสุรางค์วิ่งโหย่งๆ ลงบันได ผิน แย้มวิ่งตาม ร้องห้าม “ค่อยๆเจ้าค่ะ”

เช้า ต่อเนื่องที่ท่าน้ำ ปริกพร้อมของใส่บาตร บ่าว 2 คนกำลังช่วยจัดของ
เกศสุรางค์บอก”เข้าไปเร็วๆ” 
ปริกหันมามองแล้วหน้าเฉย
เกศสุรางค์ยิ้มแจ่มใสมาก “มาช่วยใส่บาตร” 
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ” ปริกบอก
“ไม่เป็นไร…ช่วย”
ปริกมองจ้อง นัยน์ตาหาเรื่อง
เกศสุรางค์ชักรู้ตัว หันไปดูแย้มกับผิน
แย้มเรียก “พี่ปริก”
ปริกสวนทันที “ไม่ต้องเรียกกูพี่” 
แย้มหน้าเหวอมาก
“พี่ปริก อีแย้มมันแค่…” ผินว่า
“มึงก็เหมือนกันอีผิน กูเป็นพี่มึงตั้งแต่ครั้งกระไหน”
“กูว่าแล้วเชียว ไม่มีเรื่องไม่ชอบใช่มั้ยอีปริก”
“ว้าย…นังผิน เรียกพี่เขาว่าอีปริกได้อย่างใด” แย้มว่า
“ทำยังไงกูเรียกไปแล้วว่าอีปริก” 
“ไม่ได้…มึงเป็นเด็กกว่าเขา จะเรียกเขาว่าอีปริกไม่ได้ มึงต้องสังวรไว้นะว่าเรียกอีปริกไม่ได้”
“เออ กูจะจำไว้ว่าไม่เรียกอีปริก แล้วมึงจะให้เรียกอะไรวะ ถ้าไม่เรียกอีปริก”
“หยุด…มึงสองคนหยุดเดี๋ยวนี้ มึงหลอกเรียกจิกกบาลกูเรอะ เดี๋ยวเหอะ แม่นายกลับมาจะฟ้อง” ปริกว่า
ผิน/แย้มพูดพร้อมปริก “กลับมาจะฟ้อง” 
“เออ มึงคอยดูแล้วกัน”
“คอยดู แต่ถ้าไม่เห็นล่ะทำไง”
ปริกสุดทน ปราดเข้ามาจะตบแย้ม เงื้อแล้วฟาดลง ยังไม่ถึงหน้าแย้ม ผินฉวยข้อมือแย้มหลบวูบ
“นังแย้ม อย่าสู้พี่เขา” 
ปริกตบสุดแรงไม่โดนเลยยั้งไม่อยู่ คว่ำหน้าไป
ผินทำเป็นเซ ฉุดแย้มไปด้วยให้ล้มทับปริกเต็มๆ
“โอ๊ย…อีนังแย้ม ตัวมึงยังกะยักษ์ปักกะหลั่น มาล้มทับกูทำไม” ปริกว่า
“นังผิน มึงฉุดกูล้มทับพี่ปริกเค้า ตัวกูก็โต พี่ปริกเจ็บเจียนตายมั้ยพี่ปริก” 
“พอแล้วอีแย้ม อย่าสาวความยาว แม่นายเจ้าขา…มาทางนี้เจ้าค่ะ มาใส่บาตรเจ้าค่ะ”
ปริกบอก “ข้าบอกว่าไม่ต้องก็ไม่ต้อง แม่นายจำปาสั่งให้ข้าทำ” 
“แม่นายข้าอีกหน่อยก็จะเป็นแม่นายของเอ็งด้วยนะอีปริก เอ๊ย พี่ปริก” แย้มว่า
“บอกว่าอย่ามาเรียกกูพี่”
บ่าวบอก “พระมาแล้วป้าปริก” 
“เอ็งมากันแม่หญิงไม่ให้เข้ามานังบุ้ง” 
“แม่ปริก…ไม่ต้องให้บุ้งมากัน ข้าไม่ใส่แล้ว”
“ดีเจ้าค่ะ แม่หญิงไม่เคยนับถือพระเจ้า จะใส่บาตรไปใยกันเจ้าคะ…บาปกรรมเปล่าๆ” 
เกศสุรางค์ ตะลึงงัน
ผิน แย้มตะลึงเช่นกัน ก่อนที่จะหันมาหมายจะปลอบโยน
“จริงของแม่ปริก แต่คนเราที่เป็นคนไม่ดีไม่มีวันจะกลับตัวเลยหรือ”
“แม่หญิงจำได้ไหมเจ้าคะ ที่แม่หญิงทำกับข้านั้น ข้าก็ไม่มีวันเชื่อว่าแม่หญิงจะกลับตัวเลยเจ้าค่ะ” ปริกเสียงแข็งจ้องหน้าเขม็ง

เกศสุรางค์จ้องกลับ นัยน์ตามีแววสงสัยแกมหวั่นไหว
“ข้าทำกับแม่ปริกแค่ไหนหรือ”

“อย่าไขสือเลยเจ้าค่ะว่าจำไม่ได้”


วันหนึ่งในอดีต การะเกดสาวเท้าตามปริกที่เดินหนีเร็วๆ อย่างหวาดกลัว

“อย่าหนีนะมึงอีปริก…มานี่ซะดีๆ มาให้กูตบให้หนำใจ” พรวดเดียว การะเกดก็คว้าผมทั้ง
กระจุกแล้วลากมาเต็มแรง “นึกว่าจะหนีกูพ้นรึอีนังไพร่สถุล” แล้วตบเปรี้ยงซ้าย-ขวา
“ก็บอกว่าไม่ได้เอาไป” ปริกเสียงดังมากเพราะแค้นใจ
การะเกดตบอีก จิกหัว ผลักลงไปนอนแล้วกระทืบซ้ำ
“กำเริบ ตวาดใส่กูรึ”
ปริกสะบัดหัวขึ้นมา จ้องมองแบบแค้นจัด

นัยน์ตาของปริกแค้นเคืองเช่นเดิม
“ข้าถูกตบปางตาย แต่พอแม่หญิงหาของที่หายเจอ แม่หญิงเคยสักคำมั้ยที่จะขอโทษข้า”
เกศสุรางค์เสียใจแทนการะเกด
“แม่ปริก…ข้าร้ายกาจกับเจ้าถึงเพียงนั้นเลยหรือนี่” 
ปริกไม่สนใจ “นังบุ้ง…ส่งของให้ข้า นิมนต์เจ้าค่ะ”
พระพายเรือเข้ามาเทียบ ปริกใส่บาตรไม่สนเกศสุรางค์
“ข้าขอโทษ” 
ปริกหันมาดู สีหน้าประหลาดใจแกมสงสัย แล้วหันไปใส่บาตรตามเดิม

เกศสุรางค์รอปริกอยู่บนชานเรือน
แย้มถาม “รอมันทำไมเจ้าคะแม่นาย” 
“เมื่อกี้มันยังไม่ได้ตบนังแย้ม เดี๋ยวมันจะตามมาตบสิเจ้าคะ เข้าห้องเถิดเจ้าค่ะ”
ปริกเดินขึ้นพอดี ได้ยินเต็มๆ เดินผ่านพลางพูดพลาง
“เหมือนกันทั้งนายทั้งบ่าว”
เกศสุรางค์จับแขน “แม่ปริก ข้าขอโทษ” 
ปริกสะบัดเต็มแรง
“ข้าไม่เชื่อ สันดานแม่หญิงเปลี่ยนไม่ได้หรอก” ปริกเดินไปทันที
ผิน แย้มพูดพร้อมกัน “อีปริก” โลดแล่นตามไป
เกศสุรางค์เรียกเสียงดัง
“พี่ผิน…พี่แย้ม หยุด” 

เช้าต่อเนื่อง เกศสุรางค์นั่งมองไปตามท่าน้ำ
ผิน แย้มนั่งบ่นพึมพำว่า “เรื่องแล้วไปแล้วยังผูกใจเจ็บ” , “แม่นายอุตส่าห์ขอโทษ”
“พี่…เวลาใครว่าพี่สันดาน พี่โกรธมั้ย”
“ถ้าเป็นสันดานจริงก็หาโกรธไม่เจ้าค่ะ” แย้มว่า
“ใช่เจ้าค่ะ ก็มันเป็นสันดานไปแล้วนี่เจ้าคะ”
“อ๋อ สันดานไม่หยาบนะ” เกศสุรางค์ว่า
“หยาบยังไรหรือเจ้าคะ” แย้มถาม
“สันดานดีก็มีนี่เจ้าคะ”
“เข้าใจแล้ว เออ มันคงเป็นสันดานของข้าจริงๆ เอาล่ะ” เกศสุรางค์กระโดดขึ้นเต็มแรง “สันดานข้าเหมือนสันดอน เดี๋ยวขุดออกให้หมด” 

เกศสุรางค์เดินปราดเปรียวจะกลับไปที่บ้าน หยุดกึก

จ้อยยืนถือหีบเล็กๆใบหนึ่งในมือ และอีกมือหนึ่งถือพานมีผ้าพิมพ์ลายเทพพนม ทำท่าจะไปลงเรือ บ่าวชายแจวเรือเข้ามาเทียบท่า

“จ้อย”
“ขอรับ” 
“ไปไหน”
“ท่านหมื่นไปทำงานขอรับ” 
“หีบอะไรเนี่ย หีบหมากเหรอ” 
“หีบเครื่องยศขอรับ”
“ขอดูนะ” เกศสุรางค์เปิดดู “เก๊าะหีบหมากนั่นเอง”
พลูถูกจีบเป็นคำๆ วางเรียงๆกัน
“นี่ผ้าพระราชทานสำหรับเข้าเฝ้าใช่มั้ย ทำไมเป็นผ้าทอ ไม่ใช่ผ้าสมปักเหรอ”
“ท่านหมื่นเพิ่งมียศหมื่น ยังมิได้ใช้ผ้าสมปักขอรับ” 
“อ๋อ…เอาไปเปลี่ยนที่ไหนเหรอจ้อย”
“ที่ศาลาเปลื้องเครื่องในวังขอรับ”
“อ๋ออออ…เออใช่แล้ว…จำได้แล้ว อาจารย์เคยบอกว่ามีศาลาให้ขุนนางเปลี่ยนผ้า”
หมื่นสุนทรเทวามาไดยิน พอดี”อาจารย์อะไรของออเจ้า”
“อ๋อออ…”
หมื่นสุนทรเทวาเหล่มาก “ไม่ต้องอ๋อยาวกระนั้นก็ได้”
“คนที่สอนอะไรๆ ข้าเรียกอาจารย์ทั้งนั้นค่ะ…โดยนับถือค่ะโดยนับถือ”
หมื่นสุนทรเทวามองแบบตาคว่ำ
เกศสุรางค์หัวเราะแหะๆ ทำหน้าประจบ
“คุณพี่หายโกรธข้าหรือยังคะ”
“มิมีเรื่องอันใดจะโกรธออเจ้า”
“อุ๊ย ขอบคุณค่ะ” เกศสุรางค์ไหว้รวดเร็ว “คุณพี่ทำงานอะไรที่ไหนเหรอคะ” 
หมื่นสุนทรเทวาหันมามองจริงมองจัง นัยน์ตาดุจัด
เกศสุรางค์ค่อยๆจ๋อย “เอ่อ…ก็ข้าลืมเพราะมนต์กฤษ…”
หมื่นสุนทรเทวาทำมือห้ามให้หยุด “พอ” 
เกศสุรางค์อ้าปากค้าง
“มนต์สูญสิ้นไปแล้ว ออเจ้าอย่าเอาโทษทัณฑ์อันใดไปใส่มนต์อีก ถ้าออเจ้าจะสติวิปลาสก็เป็นเพราะออเจ้า หรือเพราะผีตัวที่สิงออเจ้านั่นแหละ” 

พูดจบหมื่นสุนทรเทวาลงเรือไปทันที
เกศสุรางค์ยังยืนเหวออยู่
ผินกับแย้มก็เหวอด้วย…เป็นเพื่อน
“อูย…เอาซะยาวเชียว พี่…รู้มั้ยคุณพี่หมื่นทำงานอะไร”
ผิน/แย้มร้องเลียนแบบ”อ๋อออออ”
เกศสุรางค์ “อ๋อ…อะไร”

“ไม่รู้ได้เจ้าค่ะ”


ณ ศาลาเปลื้องเครื่องในวังหลวง

มีขุนนางกำลังเปลี่ยนผ้าอยู่ 2-3 คน
หมื่นสุนทรเทวาเดินมากับจ้อยที่ถือพานใส่ผ้านุ่งกับหีบเครื่องยศ
หมื่นเรืองราชภักดีเดินมาพอดีเหมือนกัน ทนายหน้าหอถือของมา
สองหมื่นทักทายกัน

ทนายของทั้งสองหมื่นช่วยกันนุ่งโจงกระเบนให้เจ้านาย เสร็จแล้วส่งกริชฝักลงรักปิดทอง ให้เอาไปเสียบตรงเอว ไม่ใส่เสื้อทุกคน ขณะที่เปลี่ยนผ้าก็พูดคุยหัวเราะกันไปมา

หมื่นสุนทรเทวากับหมื่นเรืองราชภักดีเดินออกมาจากศาลาเปลื้องเครื่อง
“แม่การะเกดสบายดีอยู่ฤๅพ่อเดช”
หมื่นสุนทรเทวาชะงักกึก เหล่หมื่นเรือง หน้ามุ่ย
“มีเรื่องอันใดจึงต้องถามถึงนางฤๅพ่อเรือง”
“ข้าติดใจนาง ออเจ้าเห็นนางน่าเกลียดจริงฤๅ”
หมื่นสุนทรเทวาหยุดกึก หันขวับมาทางหมื่นเรือง “ใยถามอย่างนั้น” 
หมื่นเรืองรู้ดีว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไร แต่สีหน้าสุ้มเสียงยังร่าเริงเหมือนพูดเล่น
“ข้าเห็นพ่อเดชจงเกลียดจงชังนางนักหนา พอเห็นตัวนางข้าก็เลยต้องถามให้แน่ใจ” 
หมื่นสุนทรเทวาหน้าเครียดจัด แต่ไม่อาจแสดงชัดเจนได้ ออกเดินพรวด
ออกญาโหราธิบดีกับออกญาโกษาธิบดีเดินคุยกันมา สองหมื่นชะงัก ไหว้เรียบร้อย
ออกญาโกษาบอก
“เออ ได้พบออเจ้าทั้งสองคนก็ดีแล้ว ข้าเพิ่งเข้าเฝ้าขุนหลวงเรื่องสำเภาราชทูตที่อับปาง”
หมื่นสุนทรเทวา “ขอรับ”
หมื่นเรืองถาม”ขุนหลวงรับสั่งว่าอย่างไรหรือขอรับ” 
ออกญาโกษาบอก “ฟังพระสุรเสียงน่าหนักใจเหลือเกิน”
“ถ้าให้ข้าลองเดา คงมีพระประสงค์จะส่งเรือไปอีก” ออกญาโหราธิบดีบอก
ออกญาโกษาบอก
“นั่นแหละ จะมีใครเพ็ดทูลนอกจากอ้ายหลวงสุรสาคร มันช่างเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ของราชการ”
“อย่าเพิ่งเจรจาที่นี่เลย วันนี้เสร็จกิจในวังแล้วรีบกลับเรือน เชิญท่านออกญาปรึกษาหารือที่เรือนข้าเถิด”

เย็นวันนั้นที่ชานเรือน ตามนัดหมาย
บ่าวหญิงยกน้ำชา จานขนม วางบนโต๊ะเตี้ยๆ
ทุกคนนั่งแล้ว
ออกญาโกษาธิบดี ข้าพาพระวิสูตรสุนทร เรียก ขุนปานมาด้วย
เกศสุรางค์จ้องมองพระวิสูตรอย่างตื่นเต้น
“โกษาปาน…โกษาปานจริงๆ โกษาปานราชทูต…โอ เคยเห็นในรูปวาด”

ในห้องเรียน อาจารย์บอก
“เจ้าพระยาโกษาธิบดี ชื่อว่าปาน เป็นน้องชายของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก มีมารดาคนเดียวกันคือ เจ้าแม่วัดดุสิต ที่เป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์ เคยเป็นราชทูตไปฝรั่งเศส เป็นคนฉลาดหลักแหลม พูดเก่งมาก ทำให้คนฝรั่งเศสชื่นชม ยอมรับทูตคณะนี้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดปรานโกษาปานมาก ชมว่าเก่ง”

รูปโกษาปานปรากฏบนจอ

“เป็นไง รูปงามมั้ย ที่แน่ๆเป็นคนทันสมัยมากในยุคนั้น พูดภาษาฝรั่งเศสได้ด้วย”


พระวิสูตรสุนทรทักทาย

“แม่การะเกดใช่ฤๅไม่ งามสมคำเล่าลือ หายเจ็บหายไข้แล้วฤๅ ทุกทีข้ามาไม่เคยพบออเจ้า ด้วยว่าออเจ้าเจ็บป่วยอยู่แต่ในหอนอน” 

“หายแล้วเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะมนต์กฤษณะกาลีอวยพรให้เจ้าค่ะ”
หมื่นสุนทรเทวาบอก
“กายหายดี แต่จิตคงฟั่นเฟือนไปบ้าง วาจาที่กล่าวออกมาจึงแปร่งแปลกไปขอรับท่านออกพระวิสูตร”
เกศสุรางค์เหล่หมื่นสุนทรเทวา ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
เกศสุรางค์ขยับปากจะพูด
หมื่นสุนทรเทวาเหลือบสายตาไปสบตาจันทร์วาด จันทร์วาดยิ้มอ่อนหวาน
เกศสุรางค์เห็นอีก
“อีกแล้ว กัดเราเสร็จหันไปทำตาเชื่อมกับกิ๊ก อีตาหมื่นเนี่ย”
หมื่นสุนทรเทวาเหลือบสบตาเกศสุรางค์ อึดใจหนึ่งก็หันไปร่วมสนทนากับพวกผู้ใหญ่
ออกญาโหราธิดีบอก
“ท่านออกญาจักให้ข้าช่วยกระไรก็บอกมาเถิดหนา หากมิเกินแรงจักช่วยเต็มที่”
ออกญาโกษาธิบดีว่า
“ข้าจักกราบทูลต่อพระเจ้าอยู่หัว ว่าขุนปานน้องข้ามีความรู้ความสามารถพอที่จักเป็นราชทูตได้ หากต้องใช้เพลาในการเรียนรู้ภาษา จึงขอให้ทรงเว้นการส่งราชทูตแลสำเภาออกนอกพระนครก่อนระยะสี่ปี”

“เป็นการดีหนักหนา ออกพระวิสูตรสุนทรเป็นปราชญ์ผู้ฉลาดเฉลียว อีกทั้งจักสำแดงได้ว่าสยามเรามิใช่ชั่ว ข้าจักช่วยกราบทูลอีกแรง” 

“แลข้าอยากจักขอพ่อเดชลูกชายของท่านให้ไปเป็นตรีทูตด้วยหนา”
หมื่นสุนทรเทวา นัยน์ตาเป็นประกายพอใจยิ่ง
“เพื่อบ้านเมือง หากท่านคิดว่าลูกชายข้าเหมาะควรที่จักตามติดไปเป็นตรีทูต ข้าก็มิอาจขัดดอกหนา” 
หมื่นสุนทรเทวาไหว้ออกญาโกษาธิบดีนอบน้อม แล้วอยู่ๆหันมาทางเกศสุรางค์
“แม่การะเกดเพลานี้แม่ข้าไม่อยู่ งานราชการที่เราพูดกันผู้หญิงมิควรอยู่ฟัง ออเจ้าจงเข้าหอนอนไปเถิดหนา” 

เกศสุรางค์ตอบทันควัน
“แม่หญิงจันทร์วาดก็เป็นหญิงยังนั่งอยู่ได้ แล้วทำไมข้าจะนั่งไม่ได้” 
ผู้ใหญ่ทุกคนหันขวับมามองเกศสุรางค์ นัยน์ตาทึ่ง
เสียงในใจเกศสุรางค์บอก
“สองมาตรฐานอีกแล้วตานี่ ทีแฟนตัวเองล่ะนั่งฟังได้…เชอะ” 
ทุกคน งง จ้องมองอย่างทึ่งมาก
“แม่หญิงจันทร์วาดรู้ทุกอย่าง แต่เจ้าฟังไปก็จักพาลเบื่อหน่าย เพราะออเจ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง”

เกศสุรางค์ของขึ้นทันที
“ข้าไม่รู้เรื่องอะไรที่ไหนกัน เรื่องส่งราชทูตไปฝรั่งเศสข้าก็พอรู้ เรื่องอิจฉาริษยาใส่ความในวงราชการข้าก็รู้ แต่เอาเถอะในเมื่อไม่อยากให้ข้าอยู่ ข้าไม่อยู่ก็ได้ แต่ก่อนไป ข้าขอพูดอะไรกับท่านเจ้าพระยาโกษาเหล็กสักหน่อยได้ไหม” 

โกษาเหล็ก ไหวตัวนิดๆ นัยน์ตาระแวงหน่อยๆ จ้องจับที่เกศสุรางค์
เกศสุรางค์สบตาไม่หวั่นไหว ใช้ความจริงใจในสายตา
“ออเจ้ามีอะไรจักกล่าวกับข้าฤๅ” 
เกศสุรางค์เสียงชัดเจน จ้องตาโกษาเหล็กตลอดเวลาที่พูด 
“ตำแหน่งที่ท่านเป็นอยู่ตอนนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับพวกฟะรังคี เกี่ยวข้องกับการค้าขายเงินทอง ค่าภาษีจกอบต่างๆ ท่านก็น่าจะรู้ว่าต้องมีคนคิดอิจฉาวาสนาของท่าน และคิดจะทำลายวาสนานี้ของท่าน”

“แม่หญิงการะเกด ออเจ้ารู้สิ่งใดมารึ”
“ข้ามิได้รู้เรื่องใดมาเลยเจ้าค่ะ” 
ออกญาโกษาธิบดีชี้หน้า”ไม่จริง โกหก” 
เกศสุรางค์ยังคงจ้องมอง ไหว้นอบน้อม
“ขออภัยท่านเจ้าพระยา ข้ามิได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียวเจ้าค่ะ”
“เหตุใดออเจ้าจึงพูดจาเป็นตุตะราวกับรู้อะไรไปล่วงหน้า”
“ถ้าท่านเจ้าพระยาพิจารณาดีๆ ถ้อยคำที่ข้ากล่าวนั้นคือความจริงของมนุษย์” 
“มนุษย์ ? คืออันใด” 
“คือคนเจ้าค่ะ”
“คน เหตุใดไม่กล่าวว่าคน ทำไมกล่าวเป็นมะ…มะอะไรนะ”
“มนุษย์เจ้าค่ะ แปลว่าคน” 
“ภาษาเมืองพิษณุโลกสองแควรึ” 
“นางเพียงพูดประสาหญิงวิปลาส อย่าได้ปลงใจเลยขอรับ กล่าววาจามากประหนึ่งมิรู้ความราวมิเคยมีใครสั่งใครสอน เป็นผู้น้อยกล่าวกับผู้ใหญ่อย่างนี้ได้อย่างไร” 

เสียงหมื่นสุนทรเทวาเหมือนน้ำมันที่ราดกองไฟใกล้มอดให้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้ง
“เหอะ แล้วจะรู้ว่าหญิงวิปลาสคนนี้พูดความจริงที่สุด ข้าแค่คาดเดาเอาเท่านั้นเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร หรือจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็สุดที่จะรู้ได้ อันที่จริงหากมีปัญญามีสมองคิดก็น่าจะพอเดาออกว่า เหตุเรือล่มแม่หญิงจันทร์วาดไม่ใช่เรื่องธรรมดา คนอื่นอาจจะเล่าลือไปว่าเป็นฝีมือข้า มีแต่ข้าเท่านั้นที่รู้ว่าไม่เป็นความจริง แล้วทำไมข้าจะคิดไม่ได้ล่ะว่าคงมีคนปองร้ายครอบครัวเจ้าพระยาโกษาธิบดีอยู่ พูดไปก็เท่านั้น ข้ามันคนวิปลาสนี่”

ทุกคนงงงวย มองหน้ากันไปมา
ผินกับแย้มตัวสั่นงันงก กระซิบกระซาบกัน
“แม่นายเราทำไมพูดยกความผิดให้ผู้อื่น” แย้มบอก
“อีแย้ม เดี๋ยวกูตบปากหลุด มึงกรองดูสิวะว่าทำไมแม่นายต้องพูด”
“ทำไม”
“เราจะได้พ้นผิดน่ะสิ…กูเป็นคนลงมือนะอีแย้ม”
ผินหน้าเหยเก ใจคอไม่ดี
เกศสุรางค์บอก “ข้าขอลงไปข้างล่างนะเจ้าคะ”

ออกญาโหราธิบดีบอก”จงนำแม่หญิงจันทร์วาดไปด้วยเถิด”


ลานบ้านบริเวณที่มีต้นมะม่วง

เกศสุรางค์เดินนำ จันทร์วาดตาม
แม่หญิงจันทร์วาดเหลือบดูเกศสุรางค์ อย่างระแวงสงสัย
เกศสุรางค์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พาเดินปราดเปรียว สายตามองดูมะม่วง พลางกลืนน้ำลายดังเอื้อก
“แม่จันทร์วาดกินมะม่วงน้ำปลาหวานกันมั้ย”
“เป็นอย่างไรฤๅ” 
“ไม่รู้จักงั้นเดี๋ยวทำให้กิน รับรองว่าแซ่บ” 
“แซ่บ ?”
“อร่อยเลิศ รสดีไม่มีใครเทียม พี่ผินพี่แย้มข้าจะเก็บมะม่วงนะ ส่งข้าหน่อย” 
สองคนอ้าปากค้าง
“ส…ส่ง” ผินถาม
“ไปไหนเจ้าคะ” แย้มว่า
“อ้าว…จะเก็บมะม่วง ก็ส่งขึ้นต้นมะม่วงน่ะสิ จะให้เก็บบนหลังคารึไง” 
แม่หญิงจันทร์วาดเหวอมาก ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้ … เกศสุรางค์เดินเร็วๆไป
สองบ่าวพรวดเดียวกางแขนกั้น
“หา…ไม่ได้เหรอ”
แย้มบอก “บ่าวยอมตายเจ้าค่ะ”
“ถ้าแม่นายขึ้นต้นมะม่วง บ่าวอีกศพเจ้าค่ะ รวมเป็นสองศพ” 
เกศสุรางค์ร้อง “ว้า” 
“โอเคนะเจ้าคะ” 
“โอก็ได้” เกศสุรางค์บอก
จันทร์วาดหน้าตาตลกมาก ฟังแบบงงงวยมาก
“งั้นพี่สองคนขึ้นไปเก็บ”
“บ่าวหรือเจ้าคะ ไม่โอเจ้าค่ะ” ผินว่า
“ทำไม”
“ไม่ต้องขึ้นเองหรอกเจ้าค่ะ” 

บ่าวชายขึ้นต้นมะม่วงอย่างรวดเร็ว
เกศสุรางค์ชี้ทางโน้น ส่งเสียงดัง
“โน่น…ตรงโน้น เอามาทั้งพวงเลย…ทางนี้อีก…ไม่ใช่ ทางนี้ๆ” 
แม่หญิงจันทร์วาดอ้าปากค้างยิ่งกว่าค้าง ทำท่าจะถอย หันไปดูบ่าวสองคน
“เรียบร้อย…พี่ผินพี่แย้ม ปอกมะม่วงแล้วฝานบางๆนะ เป็นชิ้นๆพอดีคำ ข้าจะไปทำน้ำปลาหวาน” 
เกศสุรางค์หันมาทางจันทร์วาด คว้าข้อมือว่า “ไป”
แม่หญิงจันทร์วาดตกใจสะบัดเต็มแรง
บ่าวสองคนปราดเข้ามาขนาบข้างนายหญิง
“เอ้า…ทำไมล่ะ”
บ่าวแม่หญิงกันจันทร์วาดออกไป
“เฮ้ย…เดี๋ยว” เกศสุรางค์ตามไปอย่างเร็ว “แม่จันทร์วาดจะไปไหนล่ะ” 
“ข้า…ข้าไม่” 
“โอ๊ย…ไปเถอะ รับรองไม่มีอันตราย” เกศสุรางค์จับข้อมือพาเดินไป “ข้าจะไปทำอะไรแม่หญิงได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆเหมือนกัน อย่ากลัวข้าเลย ไป…รีบไปเดี๋ยวจะค่ำ”

จันทร์วาดตามไปแบบงงๆ
บุญกับเหมือนจะตาม เจอะด่านผินกับแย้มสกัดอยู่
บุญเรียก “พี่ผิน” 
เหมือนเรียก “พี่แย้ม”
แย้มบอก “จะไปไหน” 
“ไม่ต้องไปไหน คอยท่าอยู่กรงนี้แหละ” ผินว่า

สองบ่าวงุนงงแต่ไม่กล้าไป


ภายในครัว บ่าวชายกวนข้าวในกระทะใบบัวใหญ่มหึมา
บ่าวชายแบกฟืนมาเต็มหลัว ข้างนอกบ่าวผ่าฟืนโครม…โครม
บ่าวชายแบกไก่ที่ถูกฆ่าตายแล้วมาโยน
เกศสุรางค์จูงมือจันทร์วาดมาอย่างรวดเร็ว จันทร์วาดพะวงหน้าพะวงหลัง พอโผล่เข้ามาในครัว
ก็พอดีบ่าวชายเอางูที่จะทำอาหารมาโยนโครมตรงเท้าเกศสุรางค์พอดี
เกศสุรางค์กระโดดหนีร้อง “ว๊าย” 
เกศสุรางค์ถอยกรูด ลากจันทร์วาดไปด้วย ไปอยู่อีกมุม
“แม่การะเกด ออเจ้ากลัวงูด้วยหรือ”
“โอ๊ย…ใครไม่กลัวงู เอา…เอามาทำไม งูตั้งหลายตัว”
“ข้าเคยเห็นออเจ้าจับงู”
“ขะ…ข้าเนี่ยเหรอจับงู” 
“ข้าเห็น…ออเจ้าไม่กลัวงู คุณป้าเคยบอกเล่าแก่ข้าว่า ออเจ้านั้นจิตใจกล้าแข็งมาก จับงูเป็นๆมาแกว่งเล่น” 

“กะ…แกว…แกว่งเล่น” เกศสุรางค์นึกได้ว่าต้องไม่ตื่นเต้น “อ๋อ…นั่นมันก่อนที่จะข้าจะถูกมนต์กฤษณะกาลี ตอนนี้ข้า…ไม่เอา นั่นเขาเอางูมาทำไม”

“กิน”
“หา…กินงู”
“ออเจ้าก็เคยกิน ที่เมืองสองแควจับงูในแม่น้ำกิน งูเห่าก็กิน งูสิงห์ก็กิน ออเจ้ายังเคยบอกว่าเนื้องูเหมือนเนื้อไก่” 

“โอย…นี่ไม่เป็นลมไปก็บุญแล้วนะเนี่ย เอา…เอาเถอะ เรื่องอัศจรรย์คงยังไม่หมดแค่นี้” เกศสุรางค์บ่นพึมพำในคอ

บ่าวอีกคนเดินมาหยิบพวงงูเดินออกไป
เกศสุรางค์ลูบอก
“โล่งใจไปที…ไปแม่จันทร์วาด ข้าจะสอนให้ออเจ้าทำน้ำปลาหวาน”
ปริกเดินเข้ามาทันที ยืนกันท่า
“พี่ผิน พี่แย้ม”
สองบ่าวเข้ามาทันที
“น้ำตาลปึก พริกแห้ง หัวหอม น้ำปลา หยิบให้ด้วย” 
“ไม่มี” ปริกบอก
“ต้องมี พี่สองคนหาให้เจอนะ” 
“พี่ปริกอย่าโยกโย้ ของพวกนี้ครัวไม่มีได้อย่างใด” 
แย้มเลี่ยงไปทางหนึ่ง
“ข้าเป็นแม่ครัว ข้าบอกว่าไม่มีมันก็ต้องไม่มี”
“ทำไมถึงไม่มี พี่ไม่จัดหาไว้ฤๅ ถ้าแม่นายจำปาอยากจะกิน…อะไรนะเจ้าคะแม่นาย”
“น้ำปลาหวาน” เกศสุรางค์บอก
“น้ำปลาหวาน พี่ปริกจะทำได้อย่างใด” ผินบอก
“ข้าไม่เคยได้ยินว่าน้ำปลาจะหวานได้อย่างไรฤๅ พวกเอ็งไปให้พ้นครัวข้า”
ผินถามเสียงดัง”ได้ยัง” 
เกศสุรางค์อยู่ด้านหลัง เห็นตลอดว่าแย้มหยิบเสร็จแล้ว
“ได้แล้ว แต่ไม่รู้ครบหรือยัง” แย้มบอก
“ครบยัง”
แย้มถือของทั้งหมดออกมา น้ำปลามาเป็นไหเล็กๆ
“นังแย้ม…นังผิน”
ทุกคนไปอย่างรวดเร็ว ปริกเหลียวไปมาตามใครไม่ได้ซักคน
เกศสุรางค์จูงจันทร์วาดออกมาด้วย

บริเวณลานบ้านใกล้ครัว บ่าวชายกำลังวางหิน 3 ก้อนและจุดไฟ
เกศสุรางค์หั่นหัวหอม หั่นพริกอย่างคล่องแคล่ว
พริบตาเดียว น้ำปลาหวานอยู่ในหม้อดิน เกศสุรางค์คนไปคนมา

บนแคร่ไม้ไผ่ใกล้ๆ มีน้ำปลาหวานแบ่งใส่ถ้วย 3 ถ้วย มะม่วงหั่นเสร็จ 3 จานพูนๆ
“กินเยอะเสาะท้อง แบ่งๆกัน เอ้าพี่เอาไปกินกับบ่าว แม่หญิง…อย่ากินมาก ท้องเสียจู๊ดๆจะมาโทษข้าไม่ได้นะจะบอกให้ จานนี้ส่งขึ้นเรือนให้ผู้ใหญ่ข้างบนชิม” 

จันทร์วาดฟังอย่างงวยงง
“งงอะไร แม่จันทร์วาด มา…ซัดเลย” 
“ข้าฟังเจ้าไม่รู้ความเลยแม่การะเกด เจ้าพูดจาแปลกประหลาดเสียจริง คนเมืองสองแควพูดจากันอย่างนี้ฤๅ นังผินนังแย้มสองคนมันจึงรู้ภาษาของออเจ้า”

“เขาชินแล้ว กินเถอะแม่หญิง กินแล้วจะหยุดไม่ได้ขอบอก” 
“ขอบอก ?” 
“เก๊าะบอกนั่นแหละ เอ้า…เอานี่” เกศสุรางค์ส่งมะม่วงที่ตักน้ำปลาหวานใส่เรียบร้อยยื่นให้ “ปาก…เคี้ยว อย่างนั้นแหละ”

แม่หญิงจันทร์วาดเคี้ยว อร่อยจัง…ยิ้มนิดๆ
เกศสุรางค์ทำมือให้ตักเอง จันทร์วาดตักทันที
ตัวเองหันไปดูบ่าว 4 คน เห็นมะรุมมะตุ้มกับจานมะม่วง
เกศสุรางค์ยิ้มสบอารมณ์

เกศสุรางค์เดินขึ้นเรือน จันทร์วาดตาม ผิน แย้มตามขึ้นมา
จันทร์วาดบอก
“อีบุญอีเหมือน เอ็งรออยู่ใต้ถุนก่อน”
บุญ/เหมือนรับคำ “เจ้าค่ะ” 
พอพ้นบันได เห็นบรรดาผู้ชาย ล้อมวงซัดมะม่วงน้ำปลาหวานกันอุตลุด
เกศสุรางค์ยิ้มขำ “อร่อยมั้ยเจ้าคะ”
หมื่นสุนทรเทวากำลังจะป้อนมะม่วงเข้าปากหยุดกึก มือค้างกลางอากาศ ทุกคนทำท่าเก้อๆนิดๆ
ออกญาโหราธิบดีบอก “ลุงไม่เคยรู้ว่าที่เมืองสองแควคิดทำเครื่องจิ้มอร่อยปานฉะนี้”
ออกญาโกษาธิบดีบอก”กินกับมะม่วงเช่นนี้ไม่เคยกินที่ไหนเลยหนา” 
พระวิสูตรสุนทรบอก “เห็นทีต่อไปนี้ทุกบ้านจะมีของในสำรับเพิ่มอีกอย่าง”
หมื่นสุนทรเทวาวางมะม่วงในมือลง
“แต่คงไม่ใช่เรือนนี้หรอกขอรับ เครื่องจิ้มนี้หวานเกินไป อาหารสิ่งใดเกินไปก็มิสู้จะดีกับกระเพาะนะขอรับ”

“หวานเป็นลมขมเป็นยา คุณพี่หมื่นระวังรักษาตัวดีจริงๆเจ้าค่ะ”
สองคนสบตากันอย่างท้าทาย
จันทร์วาดลอบมอง หน้าหมองลงแกมขึ้งเครียดเล็กๆ
ออกญาโหราธิบดีบอก
“สี่ห้าวันมานี่แม่จำปาไม่อยู่ กินข้าวกันสามคนเงียบเหงานัก ท่านขุนเหล็ก ท่านขุนปาน ทั้งแม่จันทร์วาด มานั่งกินด้วยคงเจริญอาหาร เสร็จจากกินข้าว มาละเล่นต่อโคลงกันดีหรือไม่” 

ทุกคนก้มหัวน้อมรับ

“ดีจริงขอรับ แม่จันทร์วาดก็พอมีฝีมือทางกาพย์กลอน ท่านลองฟังฝีปากนะขอรับ”


พระจันทร์ครึ่งดวงลอยกลางท้องฟ้า

แม่หญิงจันทร์วาดก้มหน้าแต่งโคลงในกระดานชนวน
ออกญาโกษาธิบดี ออกญาโหราธิบดี พระวิสูตรสุนทรนั่งคุยกันเบาๆรอคอย
เกศสุรางค์มองจันทร์วาด ใจนึกเอ็นดู แล้วเหลือบมองหมื่นสุนทรเทวา
เห็นหมื่นสุนทรเทวาจ้องแม่จันทร์วาดเช่นกัน สายตานุ่มละมุน
เกศสุรางค์กระแอมเบาๆ หมื่นสุนทรเทวาหันขวับมาทันที
เกศสุรางค์ยิ้มยั่วๆ แถมมองไปที่จันทร์วาด หมื่นสุนทรเทวาหน้าบึ้งตึง
เกศสุรางค์เงยหน้ามองพระจันทร์ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
ทุกคนขยับตัวฟัง
จันทร์วาดว่า

“ตะวันลับเหลี่ยมเจ้า   เจียมจันทร์ 
แสงบ่เรืองกระสัน      สู่ฟ้า
เมฆลอยบังพลัน       สุดส่อง
คิดจึ่งเจียมตัวข้า       ต่ำต้อยเทียมดิน”

ผู้ใหญ่ทั้ง 4 คนพึมพำชมเชย ออกญาโกษาธิบดีหน้าบาน
พระวิสูตรสุนทรถาม “เป็นอันใดหมื่นสุนทร” 
“ไพเราะนัก ข้าขอแต่งต่อเถอะหนา” 
หมื่นสุนทรเทวาก้มลงขีดเขียน
เกศสุรางค์ลอบมองจันทร์วาด เห็นสายตาจันทร์วาด ก็ยิ้มซนๆ
หมื่นสุนทรเทวากำลังเขียน เหลือบตาขึ้นมองเกศสุรางค์ เกศสุรางค์ทำนัยน์ตาให้มองจันทร์วาด
แต่หมื่นสุนทรเทวาตาเขียวใส่เกศสุรางค์ ก้มลงเขียนอย่างเดิม
หมื่นเรืองราชภักดีเอียงตัวมาใกล้เกศสุรางค์ เกศสุรางค์หันมามอง หมื่นเรืองกระซิบเสียงเบา
“ออเจ้าไม่ประลองฝีมือบ้างรึแม่การะเกด” 
“ฝีมืออะไรคะหมื่นเรือง” 
“นี่ไง เขียนโคลงหรือกลอนก็ได้” 
“กลอนประตูก็พอได้ค่ะ”
หมื่นเรืองราชภักดีหัวเราะขึ้นมาดังหน่อย 
ทุกคนหันมามอง หมื่นเรืองยิ้มกว้างขวาง
“ขอโทษขอรับกระผม กระผมลืมตัว แม่การะเกดพูดจาน่าขำขอรับ”
พวกผู้ใหญ่ไม่ถือ ยิ้มย่องด้วย แต่หมื่นสุนทรเทวาหน้าคว่ำมองดู
หมื่นเรืองหันมากระซิบอีก
“ออเจ้าช่างเป็นคนที่น่าสนทนาด้วยจริงๆ ทำให้ข้าอารมณ์ดี” 
เกศสุรางค์หัวเราะด้วย “ข้าชอบทำให้คนหัวเราะค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวากำลังเขียนเหลือบมอง นัยน์ตาขุ่นมัว สบตาเกศสุรางค์
“อูย ตาเขียวปั้ดแล้วค่ะเพื่อนหมื่นเรือง” 
“เขามิชอบให้เราคุยกันหรอกหนา” 
เสียงหมื่นสุนทรเทวาดังขึ้นมาอย่างจงใจ
“เสร็จแล้วขอรับ”
“เออแน่ะ เพียงชั่วอึดใจพ่อเดชก็แต่งเสร็จแล้ว ท่าจะไพเราะไม่แพ้กัน”
หมื่นสุนทรเทวาว่า

“ตะวันลับเหลี่ยมเจ้า   เมฆบัง
นกส่งเสียงยังรัง        แซ่ซ้อง
จันทร์ฤๅแลหลัง        ถึงเมฆ
ดาวจึ่งเจียมจิตป้อง    ไป่สู้เทียมจันทร์”

เกศสุรางค์ได้ยินแล้วถึงกับครางเบาๆ
“โห…จีบกันด้วยโคลงเลย”
“เจ้าว่ากระไร” หมื่นสุนทรเทวาถาม
“เพราะจัง…คุณพี่เก๊ง…เก่งเจ้าค่ะ” 
หมื่นสุนทรตาเขียวใส่อีกแล้ว แถมยังพูดเบาๆได้ยินแค่เกศสุรางค์
“พูดเรื่อยเจื้อย” 
เกศสุรางค์คอหด ไม่กล้า
พระวิสูตรสุนทรบอก 
“อุแหม พ่อเดช ไม่แพ้กันเลย” 
ออกญาโหราธิบดีว่า “โต้ตอบทันควันจริง” 
ออกญาโกษาธิดีบอก “นั่นสิขอรับ เด็กๆสมัยนี้เก่งกว่าตอนเราเป็นหนุ่มเสียอีก” 
“แม่การะเกดไม่เล่นด้วยฤๅ”
หมื่นสุนทรเทวาชิงตอบ
“นางมิเคยละเล่นขอรับ แต่งโคลงกลอนเป็นฤๅก็มิรู้ได้”
เกศสุรางค์หันขวับ นัยน์ตาเคียดจ้องหมื่นสุนทร
หมื่นสุนทรเทวาหัวเราะเบาๆ “แต่เห็นจะไม่เป็นเสียมากกว่า” 
“ถ้าเช่นนั้นฟังไปก่อนนะหลาน”
“เจ้าค่ะ” 
“ฤๅไม่ก็กลับเข้าหอนอนไปเสีย” 
เกศสุรางค์ลืมตัวกำมือทุบพื้นเบาๆ มีหมื่นสุนทรเทวาเท่านั้นที่เห็น
หมื่นสุนทรเทวาหัวเราะเบาๆ เกศสุรางค์หันไปสบตา หน้าคว่ำ
จันทร์วาดลอบสังเกตแล้วหน้าเศร้าลง
ออกญาโกษาธิบดีบอก
“ถูกสบประมาทฉะนี้ไม่ลองหน่อยรึ”
“ลองก็ได้เจ้าค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวาชะงัก แปลกใจจริงๆ
หมื่นเรืองเอียงตัวไปใกล้
“แม่การะเกด จะเขียนกลอนประตูจริงๆรึ” 
“ค่ะ คอยฟังนะคะ” 
เกศสุรางค์หลับตานิ่งสักพัก บอกในใจ
“เสด็จในกรมที่ทรงประพันธ์เรื่อง “กนกนคร” ขอประทานอภัยนะเพคะ ขอยืมกลอนบทนี้” 
ทุกสายตาจ้องมองเกศสุรางค์
สักครู่เกศสุรางค์ลืมตา
“ได้แล้วค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวาถาม “ออเจ้าแน่ใจนะ”

เกศสุรางค์เสียงนุ่มนวล ตั้งใจทบทวนความจำ


เกศสุรางค์เสียงนุ่มนวล ตั้งใจทบทวนความจำ

“หาแถงแง่ฟ้าหาง่าย          เบื่อหน่ายบงนักพักตร์ผิน
หาเดือนเพื่อนเถินเดินดิน     คือนิลนัยนาหาดาย
เพ็ญเดือนเพื่อนดินสิ้นหา     เพ็ญเดือนเลื่อนฟ้าหาง่าย
เดือนเดินแดนดินนิลพราย    เดือนฉายเวหาสปราศนิล”

ทุกคนนิ่งอึ้งไปตามๆกัน เกศสุรางค์เหลือบมองทีละคน ทุกสายตาทึ่ง 
สุดท้ายมาหยุดที่หมื่นสุนทรเทวา ที่สายตาบอกยิ่งกว่าคำพูด
“กลอนช่างไพเราะเสียจริง” พระวิสูตรสุนทรว่า
ออกญาโกษาธิยดีว่า “มิด้อยจากโคลงเลยหนา” 
“มิรู้เลยว่าหลานลุงฝีปากคารมมิใช่ย่อย หรือว่าไงพ่อเดช” 
หมื่นสุนทรเทวายิ้มอ่อนโยน สบตาเกศสุรางค์
จันทร์วาดลอบมองหมื่นสุนทรเทวา แล้วต้องก้มหน้าหมอง 
สักครู่มองไปทางเกศสุรางค์ สายตาเข้มขึ้น…เคียดขึ้น แต่ก้มหน้าซ่อนไว้

บรรดาแขกทั้งหลายลากลับบ้าน เจ้าของบ้านมาส่ง แขกไหว้นุ่มนวล
“แม่จันทร์วาด มาเที่ยวอีกนะ” 
“ยังมิรู้ได้” แล้วจันทร์วาดก็ลงเรือนไปทันที
หมื่นสุนทรเทวามองหน้าเหวอของเกศสุรางค์ แล้วหัวเราะเบาๆ
ออกญาโหราธิบดีนั้นเดินเข้าเรือนไปแล้ว
เกศสุรางค์ตวัดเสียง “ขำมากนักเหรอคะ”
“เอ่อ…”
เกศสุรางค์เดินไปทันที หมื่นสุนทรเทวาตามไปเร็วๆ

เกศสุรางค์เดินมา หมื่นสุนทรเทวาตามมาขวางหน้าไว้
“ง่วง” 
“ข้ามิได้ขำออเจ้านะแม่การะเกด อย่าเข้าใจผิด”
“ก็เห็นหัวเราะนี่คะ…หัวเราะตั้งหลายครั้ง…หัวเราะเยาะด้วย” 
หมื่นสุนทรเทวาสีหน้าลึกซึ้งมองเกศสุรางค์ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
“คะ”
“ข้าชอบกลอนบทนั้น” 
“เอ่อ…ที่จริง…” ไม่อยากโกหกเลย อยากบอกว่าไม่ได้แต่งเอง
“ข้าชอบบทกลอน ไม่ได้ชอบว่าใครแต่ง” หมื่นสุนทรเทวาเดินห่างออกไป
เกศสุรางค์พึมพำ
“เอ๋อ…รู้รึเปล่าวะ ว่าเราไม่ได้เขียนเอง” 
หมื่นสุนทรเทวาไปยืนมือไพล่หลัง แหงนมองพระจันทร์นิ่งๆอยู่
เกศสุรางค์เดินเข้าไปยืนเคียง มองพระจันทร์ที่มีครึ่งดวง
“พระจันทร์…” หมื่นสุนทรเทวาทิ้งคำพูดไว้
เกศสุรางค์มองเหล่นิดๆ
“ดวงโต๊…โตนะคะ แค่ครึ่งดวงแต่ก็เห็นว่าดวงโต” 
“โตกว่าที่ที่เจ้ามาฤๅ” 
” อะไรนะคะ” 
“ที่เมืองสองแคว” 
“อ๋อ ค่ะโตกว่า” เกศสุรางค์สายตาหมองลงนิด “โตกว่าที่ที่ข้ามา”
“มาอยู่พระนครเป็นนมนาน ออเจ้ามิเคยเงยมองพระจันทร์เลยฤๅ”
“ค่ะไม่เคย เห็นแล้วอยากร้องเพลง” 
“เพลงกระไร เพลงเรือฤๅ” หมื่นสุนทรเทวาถามซื่อๆ
เกศสุรางค์หัวเราะใส่หน้าเลย
“เห็นพระจันทร์ร้องเพลงเรือหรือคะ”
“อ้าวไม่ใช่ก็ร้องสิ” 

“จันทร์คืนแรม วับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรง ทอแสงแหว่งเว้าครึ่งดวง คืนเหงามันเศร้าซึมในทรวง จันทร์เพียงครึ่งดวง คล้ายจันทร์เจ้ารอใคร…”

เสียงใสแม้ไม่ได้ร้องเสียงดัง แต่ท่ามกลางความเงียบสงัดจึงคล้ายจะดังไปทั่วคุ้งน้ำ สำเนียงไพเราะแปลกหู จนหมื่นสุนทรเทวาจ้องหน้าเกศสุรางค์นัยน์ตาไม่กระพริบ

ฝ่ายเกศสุรางค์เมื่อร้องจบถึงได้รู้สึกตัวว่า คนมองชักจะมีแววตาแปลกๆ รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“เอ่อ…ข้าง่วงแล้ว ขอไปนอนก่อนนะคะ” เกศสุรางค์ขยับตัวจะไป 
“เดี๋ยวสิ” 
เกศสุรางค์ชะงัก…หยุดเดิน หมื่นสุนทรเทวานิ่งไป สีหน้าอึกอัก
เกศสุรางค์คอยฟัง เห็นไม่พูดก็ขยับตัวจะไป
“ดวงจันทร์ยังสวย”
เกศสุรางค์หัวเราะทั้งยังหันหลัง
“ขำมากนักฤๅ”
เกศสุรางค์หันมา มองสบตาเต็มที่ ยังหัวเราะอยู่ “ขำมากค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวาหน้าเก้อ
เกศสุรางค์เดินหัวเราะไป
“ฝันดี” 
เกศสุรางค์หยุดชะงักอึดใจ แล้วเดินต่อไป
หมื่นสุนทรเทวาหน้าระทึกใจ แหงนมองพระจันทร์