ดูละครย้อนหลัง » บุพเพสันนิวาส » บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 6

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 6

2 มีนาคม 2018
511   0

 

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 6

บทประพันธ์ : รอมแพง บทโทรทัศน์ : ศัลยา

หมื่นสุนทรเทวา จ้องหน้าเขม็ง

“คะ”
“ข้าถามว่าออเจ้าพูดอะไรเมื่อกี้”
“ลืมไปแล้วค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวาสาดสายตาคมกริบ
“ออเจ้าอย่ามุสาพูด”
“ไม่ได้พูดปดเลยค่ะ”

เกศสุรางค์เอามือทั้งสองข้างอ้อมไปด้านหลัง ไขว้นิ้ว เป็นความเคยชินเมื่อพูดไม่จริง
หมื่นสุนทรเทวาจ้องหน้า ตาดุจัด
เกศสุรางค์สบตาด้วยนัยน์ตาใสซื่อบริสุทธิ์ อึดใจหนึ่งก็เหลือบไปอีกทางเหมือนเด็กที่ไม่กล้าสู้ความจริง

หมื่นสุนทรเทวายังคงจ้องหน้า
เกศสุรางค์เหลือบสายตากลับมาสบตาอีกครั้ง ครางเบาๆ “อูย”
หมื่นสุนทรเทวาเขยิบมาใกล้ก้าวหนึ่งเหมือนจะมาฟังว่าพูดอะไร
เกศสุรางค์ถอยกรูดจนเซแซ่ด แล้วล้มก้นจ้ำเบ้า
หมื่นสุนทรเทวาก็ยังมอง เกศสุรางค์เงยหน้าสบตา
แล้วหมื่นสุนทรเทวาก็เดินไป
“เฮ้อ !”
หมื่นสุนทรเทวาหยุดกึก
เกศสุรางค์ก้มหน้า ทำเป็นนวดขา
หมื่นสุนทรเทวาเดินไป สวนกับแย้มและผินที่เดินตัวลีบเข้ามา
สองบ่าวก็รีบถลาเข้ามา ถามว่าแม่นายเป็นอะไร
เกศสุรางค์เสียงเข้ม “รินน้ำชา” 
สองคนเหวอ
“บอกให้รินไงล่ะ แล้วเอาขนมนั้นมา…กินเอง” 
“เอ๊า…เหตุอันใดไม่ให้ท่านหมื่นล่ะเจ้าคะ” ผินถาม
“ไม่ให้…เรื่องอะไรล่ะ กินเองไม่ดีกว่าเรอะ” เกศสุรางค์หยิบขนมใส่ปาก “อร่อยแฮะ แต่หวานจัง” นางเคี้ยวหมุบหมับ “คนเป็นเบาหวานกินปุ๊บตายปั๊บเลยนะเนี่ย” 

สองคนอ้าปากค้างไม่รู้เรื่อง
“ให้แล้ว…แต่คุณพี่ท่านไม่รับประทาน บอกว่ากินทั้งเหล้าทั้งกับแกล้มมาแล้ว”
สองบ่าวได้แต่ร้อง “เฮ้อ” มองตากันอย่างอ่อนใจ

ที่ชานเรือน คุณหญิงจำปาคุยกับลูกชาย
“วันพรุ่ง พ่อเดชมีราชการอันใดรึไม่” 
“วันพระขอรับ ข้าไม่มีข้อราชการอันใด” 
“ไปวัดเดิมกันเถอะหนา…ทำบุญ” 
เกศสุรางค์โผล่ขึ้นมาพอดี ผิน แย้มตามมา
“ไปวัด…ใช่มั้ยที่ข้าได้ยิน คุณป้าจะไปวัด”
ผินบอก”ใช่เจ้าค่ะ”
“ได้ขอรับคุณแม่” 
เกศสุรางค์เดินเข้ามาเร็วๆ สีหน้าตื่นเต้น “คุณป้าเจ้าคะ” 
“ข้าไปก่อนนะขอรับ” 
“ข้าขอ…” 
หมื่นสุนทรเทวาหันมานัยน์ตาดุจัด มองเกศสุรางค์แทนคำพูดว่าให้ข้าไปก่อนสิ
“เอ่อ…”
“รู้จักกาลเทศะบ้างแม่การะเกด” 
“เจ้าค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวามองดุๆอยู่นั่นแล้ว
เกศสุรางค์จ้องตอบพึมพำในใจ “ไปซะทีสิคุณ” 
หมื่นสุนทรเทวาคลานถอยแล้วลุกขึ้น
เกศสุรางค์ไม่รออีร้าค่าอีรมละ
“คุณป้าเจ้าคะ ข้าขอไปวัดด้วยนะเจ้าคะ” 
หมื่นสุนทรเทวาหันมามองด้วยสายตานึกแล้ว
เกศสุรางค์เหลือบขึ้นมองสบตาพอดีเหมือนกัน

ในห้อง เกศสุรางค์หัวเราะเสียงดัง “ฮ่ะ…ฮ่ะ”
“อุ๊ยแม่เจ้า แม่นายเจ้าคะ หัวร่อไม่งามเลย” 
“คุณป้าหน้าเหวอเลย เผลอพยักหน้าให้ข้าไปด้วย” 
แย้มบอก “ต้องตื่นแต่ยังไม่สางนะเจ้าคะ”
“เตรียมนอนได้แล้วเจ้าค่ะ” ผินบอก

“เดี๋ยว…แปรงฟันก่อน” 


เกศสุรางค์แปรงฟันพลางฮัมเพลงสบายใจ พอบ้วนปากล้างหน้าก็ร้องฮึมฮัมออกมาเป็นเนื้อเพลง แถมยักย้ายส่ายสะโพกนิดๆ แต่พองาม

สักครู่เกศสุรางค์หยุดกึก รู้สึกว่ามีสายตามอง
หันขวับมา จริงๆ… อีตาหมื่นยืนซุ่มแอบมอง แล้วทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เดินหน้าเคร่งจัด ข้ามชานเรือนลงบันไดไป

“โห…ยืนแอบมองนะเนี่ย ไม่ได้ทำอะไรผิด ลองมาทำหน้าดุสิ…มีสวน”

เรือนทั้งหลังของออกญาโหราธิบดี เมื่อเวลาเช้าตรู่ ฟ้าสาง ยังมีแสงใต้วับแวมตามที่ต่างๆ
บ่าวลุกขึ้นมาทำหน้าที่ต่างกันไป ตำข้าว กวาดลานบ้าน ตักน้ำ
เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้ว

หน้าต่างห้องการะเกด แสงไฟตะเกียงสว่างขึ้น
“ตื่นเจ้าค่ะแม่นาย” ผินปลุก
แย้มบอก “ไปอาบน้ำเจ้าค่ะ” 

บริเวณท่าน้ำ มีไต้ปักอยู่อันหนึ่ง ให้เปลวไฟเรือง
“หนาวน่ะพี่ ซักแห้งไม่ได้เหรอ” 
แย้มถามอยากรู้ “ซักแห้งเป็นยังไรหรือเจ้าคะ” 
“ก็ไม่อาบน้ำไง” 
หมื่นสุนทรเทวาเดินจะมาอาบน้ำ ชะงัก
ผินบอก”ไปวัดต้องอาบน้ำเจ้าค่ะ จักได้อบน้ำร่ำทาน้ำปรุง”
แย้มเร่ง”เร็วเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านหมื่นคงมาก็จะโดนเอ็ดอีก”
“อ๋อ ดีเลย งั้นเราอาบนานๆซักชั่วโมงดีมั้ยพี่” 
หมื่นสุนทรเทวาเดินเข้าไปอีกนิด
“นังผิน นังแย้ม บอกนายเอ็งให้อาบเร็วๆ หาไม่ ข้าจะไม่คอย” 
เกศสุรางค์ตาโต หันไปดู แล้วหันมาทางสองบ่าว อ้าปากพูดไม่มีเสียง “ไม่คอย”

ในห้อง เกศสุรางค์ หนาวปากสั่น
“ไม่คอย จะลงมาอาบด้วยเหรอพี่”
“มิเป็นเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ” ผินบอก
“รีบแต่งตัวเถิด แม่นายจำปาถ้าจะเสร็จแล้ว” แย้มบอก
เกศสุรางค์สะบัดผ้าที่ห่มอยู่ออก
“เอ้า จะทาอะไรก็ทาเลยพี่” 

บ่าวทาน้ำอบ อีกคนพัดโบกไปมา
ผินตั้งท่าจะทาน้ำอบอีก
“ไม่เอา หนเดียวพอ”
ผินจีบผ้าหน้านางให้ แย้มคาดเข็มขัด
“ผ้าสวยจัง แต่งแล้วรำได้เลยนะเนี่ย” 
เครื่องเพชร เครื่องทอง เครื่องพลอยแดง วางเป็นชุด
“โห…ทำไมเยอะเงี้ยล่ะพี่” 
“นี่เหลือแค่สองสามส่วนในสิบส่วนนะเจ้าคะ” 
“ไอ้…อี ขี้ฉ้อเอาไปหมด” แย้มว่า
“นี่ก็เยอะแล้ว” 
เสร็จทุกอย่าง เกศสุรางค์ยืน ประโคมเครื่องประดับเต็มที่ สวยงามละออองค์ สองบ่าวยิ้มภูมิใจกันมาก
“ข้าเจ้าจับปีกให้เจ้าค่ะ แม่นายนั่งลง” 
ผินลูบน้ำมันบางๆที่ผม ที่จับปีกเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เอาทรงนี้…มาหวีเอง”
ใบหน้าเกศสุรางค์ในกระจก จัดแจงกับผมทรงใหม่ ที่นางว่าแปลกและสวยในสไตล์ของนาง
สองบ่าวหน้าเหวอ มองผมทรงใหม่อย่างตะลึง โอว ! ช่างคิด ได้ถึงเพียงนี้ ! 
“ไม่สวยเหรอ…สวยนะ” 

เมื่อเกศสุรางค์ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน ทุกคนต่างก็ช็อก เหวอไปจนสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบ่าว หรือนายทั้งสาม คุณหญิงจำปาแทบจะอกแตก มองเหล่สุดๆ 

กิริยาของทุกคน ทำให้ …
“คะ ?” 
คุณหญิงจำปาเสียงดังจนทุกคนตกใจ
“แม่การะเกด นั่นออเจ้าวิปลาสไปแล้วหรือนั่นน่ะ”
“คะ ? อะไรหรือคะ” 
คุณหญิงจำปาเดินพรวดๆเข้าหาเกศสุรางค์ เงื้อง่าทำท่าจะจิ้มหัวอย่างเหลืออด
หมื่นสุนทรเทวาเข้าขวางแม่ด้วยอาการสุภาพ “คุณแม่ขอรับ” 
“พ่อเดช บอกแม่การะเกดให้หวีผมเสียใหม่ บอกนางด้วยว่า นางไม่ใช่ลูกสาวพระยาหัวเมืองที่ไม่มีใครรู้จักเหมือนเมื่อก่อน แต่บัดนี้นางมีศักดิ์เป็นหลานสาวออกญาโหราธิบดี พระราชครูของขุนหลวง” 

เกศสุรางค์อ้าปากค้าง
“ยังยืนทำหน้าอึมครึมอยู่อีก” คุณหญิงผลักไหล่อย่างแรง “ไปเสียเดี๋ยวนี้ นังผิน นังแย้ม
ใยไม่ห้ามปรามแม่นายของมึง…หา” 
สองบ่าวก้มหมอบติดพื้น
“คุณป้าคะ ทำไมล่ะคะ ใครจะทำผมยังไงก็ได้ แปลกตรงไหนคะ”
“ดูทีรึพูดยอกย้อนไม่มีใครปาน อีผินอีแย้ม มึงเอานายมึงไป ถ้าไม่เปลี่ยนให้เป็นผู้เป็นคนกับเขา มึงสองคนหลังขาด” 

ผิน แย้มเข้ามา
“ไม่…อย่าเข้ามานะ คุณป้า คุณลุง ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ผมบนหัวข้า ข้าจะหวียังไงมันก็หัวข้า ไม่ใช่หรือคะ” 

“ตายแล้ว คุณพี่เจ้าคะจัดการให้ข้าด้วยเถิด ข้ามิยอมให้นางไปวัดด้วยผมวิปลาสเช่นนี้เป็นอันขาด อับอายไปถึงไหนๆ เขายิ่งลือว่าแม่หญิงเรือนนี้เป็นบ้าไปเสียแล้ว ถ้าให้เป็นอย่างนี้คงลือกันทั่วพระนคร พ่อเดช…แม่ไม่ยอมเป็นอันขาด” 

“ข้าว่า…มันก็ดูสวยแปลกดี” 
“คุณพี้” คุณหญิงเสียงสูงจนทุกคนสะดุ้ง “งั้นคุณพี่ไปเถิดค่ะ ข้าไม่ไป” คุณหญิงเดินไปทันที
ทุกคนยืนนิ่งอึ้ง เกศสุรางค์ยืนหน้าเสียแล้ว สายตาทุกคู่ตำหนิ
หมื่นสุนทรเทวาเดินเข้ามาตรงหน้า สายตาอ่อนโยนลงบ้าง
“ออเจ้า…ทำตามที่คุณแม่บอกเถิด”
“ข้าทำผิดตรงไหน…ผิดอะไร กฎหมายเหรอคะ”
“ออเจ้าไม่ได้ทำผิดอันใดทั้งสิ้น”
“แล้วทำไม”
“ออเจ้าจะต้องสู้สายตาคนทั้งวัด ซึ่งไม่เป็นการดีกับออเจ้าเลย ข้าไม่อยากให้เป็น เช่นนั้น” 
เกศสุรางค์สบตาหมื่นสุนทรเทวา นิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

ทั้งสองคนรู้สึกถึงความไม่ปกติในหัวใจ


เรือแล่นไปตามน้ำ มีเรือตามหลัง เครื่องอัฐบริขารเต็มลำเรือ มีข้าวสารอาหารแห้ง กับข้าวใส่ตะลุ่มใหญ่มีฝาเป็นกรวยปิด วางเรียงๆ กันหลายตะลุ่ม

เกศสุรางค์ทรงผมปกติ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างตื่นตาตื่นใจ มองไปสบตาหมื่นสุนทรเทวาที่จ้องมองอยู่
“ไปคนละทางกับวันก่อน…ใช่มั้ยคะ”
“วัดเดิมอโยธยาอยู่ทางทิศนี้”
เกศสุรางค์กลัวเสียงดัง”อ๋อ ผ่านวังหลวงใช่มั้ยคะ”
ทุกคนหันมอง คุณหญิงจำปาหันมานัยน์ตาดุ
เกศสุรางค์ทำปากพะงาบๆถาม “ใช่มั้ยคะ” 
หมื่นสุนทรตอบไม่มีเสียงเหมือนกัน “ใช่” 
เกศสุรางค์หัวเราะแบบไม่มีเสียง หมื่นสุนทรเทวาหันขวับไปทางอื่นทันที
เรือแล่นไปตามลำน้ำ

ลำน้ำตรงบริเวณวังหลวง
เรือแล่นผ่านกำแพงเมืองไปเรื่อยๆ
เกศสุรางค์มอง สายตาซึมซับทุกอย่าง
เกศสุรางค์ถามเสียงเบาพอได้ยินสองคน”นี่ป้อมนี่คะ ป้อมอะไร” 
“ป้อมท้ายสนม” 
“อ๋อ..” เกศสุรางค์พยักหน้าหงึกๆ 
“รู้จัก ?”
“ไม่รู้จักหรอกค่ะ อยู่ใกล้ๆประตูฉนวนหรือเปล่าคะ ที่ว่าพวกพระสนมต้องมาลงเรือตรงนี้”
“ข้างหน้า…ประตูฉนวน”
“ประตูฉนวน จริงด้วย กั้นผ้าไม่ให้คนเห็น” เกศสุรางค์มองสูงขึ้นไป “ปราสาท…อะไรนะคะ
ที่อยู่ติดกำแพงเมืองที่สุด”
ยอดพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์โผล่ขึ้นมา
“พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์”
“ใช่…ถัดไปเป็น” เกศสุรางค์ทำท่าคิด 2 วิ “พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท…ใช่มั้ยคะ”
หมื่นสุนทรเทวาชี้มือ “มองดีๆจะเห็นยอดปราสาท…ตรงนี้”
เกศสุรางค์เอนตัวมาจนใกล้ แล้วชะเง้อมอง สายตาซาบซึ้งประทับใจเหลือเกิน 
หมื่นสุนทรเทวามองหน้าที่อยู่ใกล้เหลือเกิน…ใจเต้นเล็กๆ
เกศสุรางค์หันมาทางหมื่นสุนทรเทวา ยิ้มแจ่มใสเต็มหน้า
“ใครจะนึกว่าฉันจะได้เห็นเต็มๆตา เหมือนฝันเลยค่ะ”
“ทำไมต้องเหมือนฝัน”
“ก็ได้แต่ฟังอาจารย์พูด ได้แต่นึกไปเอง ได้แต่จินตนาการไปเอง แต่นี่กะตา…กะตาเลย”
เกศสุรางค์พูดจบหันไปมองอย่างดื่มด่ำ
จังหวะนั้น เรือโคลงนิดหน่อย เกศสุรางค์เสียหลักเอนตัวมาพิงร่างของหมื่นสุนทรเทวาที่นั่งปักหลักอย่างแข็งแรง

เสียงคุณหญิงจำปาเอ็ด”อ้ายจ้อย แจวเรือไม่เป็นประสานะมึง” 
เกศสุรางค์เงยหน้ามองคนดุที่อยู่ใกล้แทบจะจูบกันได้อยู่แล้ว สายตาอ่อนโยนแวบหนึ่งเปลี่ยนมาเป็นเข้มๆ อย่างเดิม

เกศสุรางค์ค่อยๆถอยห่างแบบไว้ฟอร์ม ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้มองฟ้ามองดิน
“ตื่นเต้นไม่เข้าเรื่อง” 
“อ้าว !” เกศสุรางค์ทำท่าจะเถียง “ก็…”
“ถึงวัดแล้ว” 
เกศสุรางค์หันขวับไปทันที นัยน์ตาตื่นเต้น แต่กิริยาก็ควบคุมตัวเองไว้

“วัดเดิมอโยธยา…ฉันเห็นอีกแล้วไอ้เรืองเอ๊ย” เกศสุรางค์กระซิบกับตัวเอง


หมื่นสุนทรเทวาจ้องจับผิด

“อยากเห็นมานานแล้วค่ะวัดเนี้ย” 
หมื่นสุนทรเทวานัยน์ตาเข้มขึ้น จ้องเขม็ง
“ไม่เคยมาเลยรึ”
เกศสุรางค์สายตาไหวเล็กๆ รู้ว่าการะเกดต้องเคยมาแน่ๆ
“ข้าเคยมั้ยคะคุณพี่…ลืมจริงๆ” 
หมื่นสุนทรเทวากระแทกเสียง “ข้าบวชวัดนี้” 
พูดจบหันไปทางอื่น เตรียมตัวขึ้นท่าทันที
เกศสุรางค์ทำท่าจะเป็นลม
“แม่นายเจ้าขา ถึงแล้วเจ้าค่ะ” ผินว่า
“แม่นาย…เป็นอะไรเจ้าคะ” แย้มว่า
เกศสุรางค์เสียงสั่น “จะเป็นลม !” 
หมื่นสุนทรเทวา อยู่บนฝั่งแล้วหันมามอง นัยน์ตาสงสัยอย่างยิ่ง

ขบวนบ้านของออกญาโหราธิบดี เดินก้มๆตัวตามเจ้านายกันไป มีผู้คนที่มางานบุญ และรู้จักกัน ทักทายบ้างตามประสา ส่วนใหญ่จะไหว้ออกญาโหราธิบดี และคุณหญิงจำปา หมื่นสุนทรเทวาไหว้ผู้ใหญ่กว่า

เกศสุรางค์เดินตามหมื่นสุนทรเทวา
คนที่อยู่ริมทางเพ่งมองเกศสุรางค์ แล้วหันไปพูดกันก็มี
เกศสุรางค์คิด
“การะเกดเอ๊ย เธอคงแสบไม่เบา คนเขาชังน้ำหน้ากันหมด ดูสิตะละคนมองยังกะชั้นเป็นตัวเชื้อโรค”
หญิงผู้ใหญ่ถาม”แม่การะเกดมาวัดกับเขาเหมือนกันดอกฤๅ”
เกศสุรางค์คิด “ทักได้เลิศมากเจ้าค่ะ ไม่ใช่ผีทำไมจะเข้าวัดไม่ได้คะป้า” 
“ท่าทางจะพูดอะไรกับข้า จะว่ากระไรรึ ออเจ้า” 
เกศสุรางค์ยังนิ่ง มองจ้อง
“ต้นตระกูลมนุษย์ป้า”
หมื่นสุนทรเทวาชิงตอบ 
“นางไม่ค่อยสบายขอรับคุณหญิงท่าน” 
หมื่นสุนทรเทวาแตะหลังเบาๆให้เดินต่อไป แล้วรีบปล่อย
เกศสุรางค์มองค้อนนิดๆ
หญิงผู้ใหญ่เหวอมากเห็นสายตานาง

ทุกคนนั่งแล้วในโบสถ์ คุณหญิงจำปาไปนั่งกับคุณหญิงนิ่ม
แม่หญิงจันทร์วาดนั่งถัดมา มองสบตาเกศสุรางค์ เกศสุรางค์ยิ้มให้
จันทร์วาดหน้าขยับเหมือนยิ้มตอบนิดเดียวแล้วหันไปทางอื่น
“แม่เจ้า…ยิ้มไม่เป็นรึไง อ้าว…”
ที่หันไปหน่ะ ที่แท้ ! 
จันทร์วาดยิ้มหวานกับหมื่นสุนทรเทวาที่ทอดตาอ่อนโยนมองตอบ
“เจอกิ๊กตาเชื่อมเชียวนะตาหมื่น” 
หมื่นสุนทรเทวาเหลือบแวบมาสบตาพอดี
เกศสุรางค์ยิ้มแป้นแร้น หมื่นสุนทรเทวาหลบเมินไป สีหน้าเฉย
“น่ากลัวต่อหน้ากิ๊กไม่กล้ายิ้มกับสาวคนไหน” 
เกศสุรางค์ยิ้มขำกับตัวเอง แล้วมองไปรอบๆ สังเกตสังกาคนที่มา ก็เห็น
ออกญาโหราธิบดีนั่งอยู่กับออกญาโกษาธิบดี (ปาน) คุยกันเบาๆ
มีขุนนางระดับต่ำกว่าคนหนึ่งคลานเข้าไปไหว้
ออกญาโกษาธิบดีไม่เห็นเพราะหันหลังให้
“หลวงวิชัยมาไหว้ออเจ้าแน่ะ ขุนเหล็ก” 
เกศสุรางค์ได้ยินทันที หันขวับไปทันที จนผู้คนตรงนั้นรู้สึกตัว เกศสุรางค์ตื่นเต้นมาก ภาพครูที่สอนแว่บเข้ามาทันที

ในห้องเรียน อาจารย์เล่าให้ฟังว่า
“เจ้าพระยาโกษาธิบดีเป็นนักรบคนสำคัญสมัยพระนารายณ์ ถือเป็นนักรบคู่ใจพระนารายณ์ พระนารายณ์ส่งไปรบพม่าก็ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ รบกับมอญคือพระเจ้าอังวะก็ชนะอีก ชนะจนอังวะจนไม่กล้ายกทัพมาตีอยุธยาอีกต่อมาเป็นร้อยกว่าปี”

นักศึกษาฟัง
เกศสุรางค์นั้นฟังแบบสนใจมาก
“ท่านรบเก่งมาก ไม่ใช่สักแต่ว่ารบนะ…รบอย่างฉลาด ศึกษาหลักพิชัยสงคราม ละเอียดถึงวางแผนการรบ ใครๆก็เรียกว่า ขุนเหล็ก” 

พึมพำเบาๆ “ใช่แล้วขุนเหล็ก”
“พระนารายณ์เปรียบท่านเป็นพระสหาย อายุเท่ากัน เห็นกันมาแต่เกิด เพราะขุนเหล็กเป็นลูกชายของพระนมของพระนารายณ์ที่ชื่อว่า เจ้าแม่วัดดุสิต”

“แต่ทำไมพระนารายณ์ประหารชีวิตล่ะคะอาจารย์” 
“ประวัติศาสตร์บันทึกว่า พระนารายณ์เข้าพระทัยผิดว่าท่านคอรัปชั่น”
นักศึกษาฟังแบบแปลกใจ สนใจ ฉงนใจบ้าง
“ใช่ ข้อหาคอรัปชั่น เพราะตอนนั้นมีการก่อสร้างป้อมปราการ พวกไพร่ซึ่งก็คือ ชาวบ้านเราๆนี่แหละ พวกนี้ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานเป็นระยะๆ ทีนี้เขามีกฎว่าถ้าไม่อยากทำงานให้จ่ายเป็นเงินได้ มีพวกไพร่เอาเงินมาให้ท่าน ท่านก็รับไว้เป็นธรรมเนียม แต่เรื่องมันเข้าถึงตัวท่าน เพราะท่านนั่นแหละเป็นคนทูลพระนารายณ์ว่า ยังไม่จำเป็นต้องสร้างก็ได้ นี่แหละ ท่านเลยโดนข้อหาคอรัปชั่น ถูกโบยจนทนไม่ไหว ถึงแก่อนิจกรรม” 

เกศสุรางค์ยังมองออกญาโกษาธิบดีอย่างตื่นตะลึง พึมพำเบาๆ 
“ใช่แล้วขุนเหล็ก”
ขุนเหล็กท่าทางองอาจมีมาด จะนั่งจะพูดดูเป็นคนมีอำนาจ
“ขุนเหล็ก…โกษาเหล็ก” เกศสุรางค์พึมพำเบาๆ
หมื่นสุนทรเทวากระแอมเบาๆเป็นเชิงเตือน

เกศสุรางค์ทำท่าปกติ


บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 6 (จบตอน)

คุณหญิงคนหนึ่งก็ได้ทักจันทร์วาด

“แม่จันทร์วาดได้ข่าวว่าตกน้ำตกท่าจนบ่าวถึงตายเลยรึ ออเจ้าหายตกใจรึยัง”
แม่หญิงจันทร์วาดยกมือไหว้ขอบคุณ
“คุณหญิงละออ คุณหญิงออกญาท้ายน้ำจ้ะลูก” คุณหญิงจำปาบอก
“หายแล้วเจ้าค่ะ แต่ยังคิดถึงอีแดงเจ้าค่ะ”
“อ๋อ เป็นธรรมดา เห็นกันหลัดๆมาตายจากไป” คุณหญิงละออพูดต่อ 
“เพลานี้ต้องหัดว่ายน้ำให้คล่องนะหลาน หากเกิดเหตุร้ายอีกจะได้ไม่มีใครตาย ได้ยินว่ามีคนล่มเรือ ใครหนอมันทำ ใจคอโหดร้ายเหลือเกิน” 

คุณหญิงละออเหลือบมองเกศสุรางค์ สีหน้าขุ่นมัว
คนอื่นๆพลอยมองตามไปด้วย
ออกญาโหราธิบดีเห็นสายตาทุกคน รวมทั้งเมียตนเอง
“มนต์กฤษณะกาลีคงไม่เว้นผิดคนหรอกนะ คุณหญิงละออ” ออกญาโหราธิบดี น้ำเสียงเรียบ เย็นเฉียบ
คุณหญิงละออก้มหน้า หลายคนที่จ้องมองเกศสุรางค์อยู่ ต่างม่อย จ๋อยลงฉับพลัน
“คุณลุงเจ้าขา คุณลุงโคตรน่ารักเลยค่ะ ไม่เหมือนลูกชายเล๊ย” 

คุณหญิงนิ่มเรียก “แม่การะเกด” 
เกศสุรางค์มองอยู่ทางหมื่นสุนทรเทวา ได้ยิน แต่ลืมว่าตัวเองชื่อการะเกด
หมื่นสุนทรเทวากระแอมเบาๆ เตือนเกศสุรางค์
เกศสุรางค์หันมา ขณะได้ยินแว่วๆอยู่แล้ว “เจ้าคะ” 
“มิเคยเห็นออเจ้าออกนอกเรือน ได้ยินว่าเป็นไข้อยู่เนืองๆ หายดีแล้วฤๅ” 
“หายดีแล้วเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะมนต์กฤษณะกาลีกระมังเจ้าคะ” 
เกศสุรางค์เสียงดังอย่างจงใจ แต่หน้ายิ้มหวานมองคุณหญิงนิ่ม
ผู้คนหันขวับมามองเป็นตาเดียว ได้ยินกันถ้วนทั่ว
เกศสุรางค์มองไปทีละคน แต่ละคนมองนางแบบเป็นลบหมด ทั้งดูหมิ่น ไม่ชอบหน้า
สงสัยใคร่รู้ สุดท้ายคือเกลียดชัง
แล้วทุกคนก็หันไปทางอื่น และพูดคุยกัน กระซิบกระซาบบ้าง พูดคุยกันเรื่องอื่นๆด้วยเสียงปกติ
เกศสุรางค์มองไปทั่วๆ หยุดลงที่หมื่นสุนทรเทวานั่งใกล้จันทร์วาด และพูดคุยกันเบาๆ
เกศสุรางค์หน้าหมองลง ก้มหน้า กัดฟันสะกดความว้าเหว่ที่พลุ่งขึ้นมา
ผินเอื้อมมือมาแตะที่เท้า เกศสุรางค์หันไปดู
“แม่นายเจ้าขา ออกไปเดินเล่นข้างนอกฤๅไม่เจ้าคะ ต่อพระขึ้นธรรมาสน์แล้วค่อยมาฟังธรรม”
เกศสุรางค์พยักหน้า ขยับตัว
“ขอแม่นายจำปาท่านก่อนเจ้าค่ะ” แย้มกำชับ
เกศสุรางค์ถอนหายใจ “คุณป้าเจ้าคะ ขอไปเดินเล่นด้านนอกนะเจ้าคะ”
คุณหญิงจำปาหันมามองกดหน้าต่ำ มองสำรวจ เกศสุรางค์มองสบตา คุณหญิงจำปาเลยพยักหน้า

เกศสุรางค์นั่งทอดสายตาเลื่อนลอยออกไปตามสายน้ำ ผิน แย้มนั่งมองอย่างเห็นใจ
“คุณยาย…แม่…รู้มั้ยว่าเกศอยู่ที่นี่” เกศสุรางค์พึมพำเบาๆ)
สองบ่าวขยับ เงี่ยหูฟัง
“ให้ฉันอยู่นี่ทำไม พาฉันกลับบ้านเถิดนะ” 
เกศสุรางค์แหงนหน้าพูดกับสายลม)

หมื่นสุนทรเทวายืนมองอยู่
ผินถาม”แม่นายเจ้าขาว่ากระไรหนาเจ้าคะ”
“ข้าอยากกลับบ้าน ข้าคิดถึงบ้าน ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่”

เกศสุรางค์สะอื้นเฮือกแล้วน้ำตาหยด นางก้มหน้าเอาฝ่ามือปิดหน้าทั้งสองข้าง


หมื่นสุนทรเทวาก้าวออกไปก้าวหนึ่ง มองดูให้ถนัด

แย้มถาม
“กลับไปทำไมเจ้าคะ ที่เมืองสองแควโน่นมีตะคนพาลสันดานหยาบคอยกลั่น คอยแกล้ง”
“ข้าคิดถึงแม่ คิดถึงคุณยาย” เกศสุรางค์น้ำตาไหลพร่างพรู
สองบ่าวกอดขานายไว้คนละข้าง เล่นใหญ่ ร้องไห้ไปด้วย ร้องหนักเสียด้วย เล่นเอาเกศสุรางค์ชักเหวอเหมือนกัน “เอ้อ…พี่จ๋า…พอแล้ว ข้าหยุดแล้ว” 

ผินสะอื้นเฮือกๆ “ข้าเจ้าสงสารแม่นายเหลือเกิน”
แย้มบอก “ข้าก็ไม่เคยเห็นแม่นายร้องไห้เลยนี่เจ้าคะ เคยเห็นแต่…เอ้อ” 
“เคยเห็นแต่ข้าทำให้คนอื่นร้องไห้ใช่มั้ยพี่” 
สองบ่าวพยักหน้ากลัวๆ
เกศสุรางค์หายใจยาว “ข้านี้มีบาปหนักหนาใช่มั้ยพี่” 
ผิน/แย้มรับเสียงหนักแน่น “เจ้าค่ะ” 
เกศสุรางค์เหวอเป็นรอบสอง “เอ่อ เดี๋ยวไปทำบุญให้อีแดงกับ…” 
“กับใครเจ้าคะ”
“กับตัวข้าเอง เผื่อบุญจะช่วยให้กลับไปหา… “
เกศสุรางค์น้ำตาไหลอีก หมื่นสุนทรเทวาเดินเข้ามาใกล้
เกศสุรางค์เช็ดน้ำตาด้วยชายสไบ แต่ตัวยังสะอื้น
หมื่นสุนทรเทวาถาม “ทำอะไรกันอยู่ พระท่านขึ้นธรรมาสน์แล้ว” 
ทุกคนหันไปอย่างตกใจ
ทั้งคู่สบตากันแรง น้ำตาเต็มหน้าเกศสุรางค์
หมื่นสุนทรเทวาอยากไปซับน้ำตา ขยับเข้ามา
“ร้องไห้ใยกัน” 
“คิดถึงบ้านค่ะ”
หมื่นสุนทรเทวายืนนิ่งสักครู่ เดินเข้ามานั่งใกล้ บ่าวถอยออกไปอย่างเร็ว
“คนเราต้องรู้จักหักใจในสิ่งที่ควรหัก”
เกศสุรางค์จ้องมองนัยน์ตา ตั้งใจฟัง “ค่ะ”
“หมกมุ่นครุ่นคิดถึงสิ่งที่ผ่านเลยไป…ก็หาประโยชน์อันใดไม่ได้” 
“จริงค่ะ” 
“พ่อแม่ตายจากไป คิดถึงแค่ไหนก็ไม่ฟื้นคืนกลับมา อาจจะทำให้เป็นบ่วงเป็นใยกับวิญญาณของท่าน” 
“ค่ะ” 
“รู้จักคิดเสียมั่ง” 
“อ้าว !” … แป่ว! ซะงั้น 
หมื่นสุนทรเทวาลุกขึ้น “พระเทศน์แล้วกระมัง” 
“บอกกิ๊กสิคะ” 
หมื่นสุนทรหันขวับมาทันที “บอกใครนะ” 
“บอกใครคะ”
หมื่นสุนทรเทวามองสายตาปราม เกศสุรางค์จ้องตอบ
สองบ่าวอยากตาย ละล้าละลังไม่รู้จะห้ามยังไง
“ไป…” 
หมื่นสุนทรเทวาเดินคอตั้งไป เกศสุรางค์ทำมือ OK แล้วตามไปอย่างเร็ว
บ่าวลูบอกสั่นขวัญแขวน
“แม่น๊าง…ค่อยๆเดินเจ้าค่ะ” 

ในโบสถ์
พระกำลังเทศน์ เสียงยินแว่วๆบางๆเท่านั้น 
ทุกคนพนมมือ นิ่ง สำรวม นั่งตัวตรง เป็นภาพที่งดงามน่าดู แสงเทียนวาววับจับตาไปทั่ว
เกศสุรางค์ชำเลืองมอง เห็นสายตาจันทร์วาด ค่อยๆเหลือบชำเลืองมองหมื่นสุนทรเทวา
หมื่นสุนทรเทวานิ่งสักครู่ หันไปมอง แม่หญิงจันทร์วาดหลบตาเอียงอายเล็กๆ
หมื่นสุนทรเทวาหน้าขรึมเฉยเช่นเดิม แล้วรู้สึกว่ามีคนจ้อง หันเอียงๆนิดๆไปดู เจอะสายตาเกศสุรางค์ที่มองแล้วยิ้มซื่อบริสุทธิ์ แบบมีเลศนัยซ่อนเร้น หมื่นสุนทรเทวาหันกลับมา…คอแข็ง

เกศสุรางค์ยิ้มขำ ก้มหน้าเหลียวไปด้านหลัง
ผินยิ้มฟันดำปี๋ หันไปอีกข้าง แย้มฟันดำปี๋ยิ้มแป้น

ทุกคนควักเครื่องมือกรวดน้ำของตัวเองขึ้นมาจากตะกร้าใส่หมาก 
ขุนนางผู้ใหญ่ พวกบรรดาเมียๆเอาส่งให้
ผินส่งมาให้เกศสุรางค์ เกศสุรางค์รับมาวาง
พระเริ่มสวดยถาสัพพี
ทุกคนก้มหน้ากรวดน้ำด้วยความสำรวม เงียบสงบ

“ขอให้บุญกุศลถึงอีแดง แล้วก็ถึงเธอนะ…การะเกด มารับบุญไปด้วย”


เกศสุรางค์เปิดประตูเข้าห้อง ห้องนั้นมืดสลัวมาก

เกศสุรางค์หยุดชะงักกึก รู้ทันทีว่ามีพลังงานบางอย่างล่องลอยอยู่
เกศสุรางค์ถามเบาๆ “ใคร” 
เงียบ
“การะเกด…เธอหรือ”
เสียงการะเกดลอยแว่วมา เบาๆ”เกศสุรางค์”
“การะเกดนั่นเอง นี่ฉันเกือบลืมชื่อฉันเสียแล้ว ดีจังที่ยังได้ยินคนเรียก เธออยู่ไหน
ออกมาคุยกันดีกว่า”
“ข้าไม่มีตัวตน ข้าเป็นได้เท่านี้” 
พลังงานบางเบา ลอยโยกเยกเหมือนคน
“จริง…ตัวตนเธอ ฉันมาอยู่เสียแล้ว” 
“ข้ามาขอบใจออเจ้า”
“เรื่องอะไร…อ๋อ บุญที่กรวดน้ำให้ เธอได้แบบไหนนะ” 
“บุญทำให้ข้าเย็นสบาย” ร่างพลังงานนั้นสงบ…ลอยนิ่ง
“ทุกวันไม่เย็นหรือ” 
ทันใดร่างพลังงานนั้นก็โยกเยกรุนแรงขึ้น
“เป็นอะไร”
“มันทรมาน…ทรมานเหลือเกิน เกศสุรางค์ช่วยข้าด้วยนะ เพราะถึงอย่างไร เราก็เป็น…” 

ปัง ปัง ปัง ! เสียงเคาะประตูดังมาก
ร่างของการะเกดม้วนไปมาแรงขึ้นและลอยออกไป
“เราเป็นอะไร เดี๋ยว…อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน” 
ปัง…ปัง…ปัง ! 
เกศสุรางค์ไปเปิดประตู ผ่าง ! 
หมื่นสุนทรเทวาเข้ามาอย่างเร็ว
“ท่านหมื่น ค่ะ คุณพี่จะทำไมเนี่ย เคาะประตูสนั่นหวั่นไหวตกใจหมด”
หมื่นสุนทรเทวามองคิ้วขมวด “พูดให้เป็นผู้เป็นคนด้วย” 
เกศสุรางค์เบาๆ “ผิดอีก” 
“ออเจ้าพูดกับผู้ใด”
“พูด เปล่านี่คะ ไม่มีใคร”
“อย่ามุสานะ ข้าได้ยินเสียงเจ้า แต่ของอีกผู้นั้นไม่ได้ยิน”
“ก็เพราะไม่มีไงคะ”
“เจ้าพูด…” หมื่นสุนทรเทวาชี้หน้าแรงๆ
“ก็พูดน่ะสิคะ” 
“กับใคร”
“กับตัวเองค่ะ”
หมื่นสุนทรเทวาชะงักกึก เกศสุรางค์ตาใส มองแบบไม่หวั่น
หมื่นสุนทรเทวายืนปวดหัวอยู่อึดใจ ก็เดินปังๆออกไป
เกศสุรางค์ปิดปากหัวเราะ “ฮะ…ฮะ” แล้วคิดได้ กลัวหมื่นสุนทรเทวากลับมา
“เกือบสิเรา…แกชอบหันมาตอนจบ…เดี๋ยวดูก่อน”

ประตูค่อยๆเปิด เกศสุรางค์ยื่นหน้าออกมา เหลียวซ้าย…ไม่มี เหลียวขวา
“อุ๊ย…ว่าแล้ว”
หมื่นสุนทรเทวายืนหน้าเข้มมองอยู่
เกศสุรางค์ผลุบเข้าปิดประตูทันที

เกศสุรางค์ยืนลูบอกให้หายตกใจ แล้วนึกอะไรขึ้นมาอย่าง แล้วผลุนผลันเปิดประตูออกไป 

ที่กลางเรือน บ่าวหญิงขนของเดินไปส่งให้บ่าวชายที่รอรับอยู่ที่บันได
คุณหญิงจำปายืนพูดกับออกญาโหราธิบดีและหมื่นสุนทรเทวา หมื่นสุนทรเทวากำลังพูด
เกศสุรางค์เดินเข้าไปใกล้
“อ๋อ แม่การะเกด ออเจ้าพูดคนเดียวรึ”
เกศสุรางค์เหลือบตามองอีตาขี้เก๊ก ช่างฟ้อง
“เจ้าค่ะ” 
หมื่นสุนทรเทวาทำหน้าเฉยมองตอบ
“พูดกับผีบ้านผีเรือนรึ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”
“คุณพี่…ดูนางสิเจ้าคะ” 
“ต่อไปภายหน้าอย่าทำอีกนะ แม่การะเกด บ่าวไพร่กลัว” ออกญาโหราธิบดีบอก
“กลัวอะไรเจ้าคะ”
คุณหญิงจำปาเสียงดุ
“นี่ออเจ้าหยุดเถียงสักวันได้มั้ยแม่การะเกด เจ็ดวันนี้ข้าต้องไปเมืองละโว้ ออเจ้า”
“อุ๊ย ละโว้ ข้าอยากไปค่ะ” 
สายตาทุกคนมองเหมือนเกศสุรางค์เป็นตัวประหลาด 
“ไม่ได้หรือคะ”
“ข้าไปล่ะค่ะคุณพี่” คุณหญิงจำปาไหว้ เดินไปแล้วหันมา “ออเจ้าอย่าหาเรื่องวุ่นวายขายหน้า
อีกเป็นอันขาด” 
หมื่นสุนทรเทวาเดินไปส่งแม่ลงบันได มีบ่าวหญิงตาม ออกญาโหราธิบดีมองแบบปลงๆ
“ก็ข้าไม่เคยไปนี่เจ้าคะคุณลุง”
ออกญาโหราธิบดีหัวเราะขำๆ “ไปอ่านหนังสือกับลุง ได้ยินว่าเจ้าอ่านได้”
ออกญาโหราธิบดีพาเกศสุรางค์เดินไป เกศสุรางค์เหลียวมาดู
หมื่นสุนทรเทวาขึ้นบันไดมา หันไปสั่ง
“ไอ้จ้อย เตรียมเรือไว้ อีก 5 บาทข้าจะไป”

“ห้าบาท…ทำไมห้าบาท”


ในห้องหนังสือ ออกญาโหราธิบดีนั่งลง ชี้ให้เกศสุรางค์นั่ง

เกศสุรางค์นั่งลง “คุณลุงคะ ห้าบาทคืออะไรหรือเจ้าคะ” 
ออกญาโหราธิบดี จ้องแบบไม่รู้ได้ไง
“ข้าลืมเจ้าค่ะ เพราะมนต์กฤษณะกาลีของคุณลุงเจ้าค่ะ” 
“ออเจ้าใช้ความจำ คิดให้ออก”

หมื่นสุนทรเทวายืนนิ่ง สีหน้าตรึกตรอง มองไปทางที่เกศสุรางค์เดินไป

ใบลานพับซ้อนไปมา ถูกเปิดออก
“นี่หรือเจ้าคะ จินดามณี คุณลุงเขียนใช่มั้ยเจ้าคะ”
“ออเจ้ากล่าวแปร่งหูพิกล” 
“เอ่อ ข้าเคยรู้เจ้าค่ะว่าคุณลุงเป็นพระราชครูของในหลวง เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแบบเรียนเล่มแรกของไทย เอ๊ย สยาม” 

ออกญาโหราธิบดี เพ่งมาก ฉงน 
“เจ้าเรียกขานขุนหลวงว่าอันใดนะ”
“ว่า…อ๋อ ในหลวงเจ้าค่ะ”
“ในหลวงฤๅ ข้ามิเคยได้ยินผู้ใดเรียกขานท่านว่าในหลวง มีตะขุนหลวง แต่ก็เข้าใจได้อยู่” 
“ขอข้าอ่านนะเจ้าคะ”

หมื่นสุนทรเทวายังเดินไปมา ชะเง้อมองไปทางหอสมุด
จ้อยกลับมาที่หัวบันได
“ท่านหมื่นขอรับ ห้าบาทแล้วขอรับ” 
หมื่นสุนทรเทวาหันมองหน้าดุๆ
“ก็ท่านหมื่นพูดเองว่า…”
“พูดมาก” 
“ขอรับ”

เกศสุรางค์อ่านใบลาน จินดามณี แล้วพึมพำ
“ตัวอักษรเหมือนกันเลย” 
“เหมือนอะไร” 
“เอ่อ…เหมือนที่ข้าเคยเห็น” 
“ลุงไม่เคยรู้ว่าเมืองพิษณุโลกสองแควส่งคนมาคัดลอกหนังสือของลุง” 
เกศสุรางค์รีบเปลี่ยนความสนใจ “ตัวอักษรนี้มีไม่ครบนี่เจ้าคะ” 
“ไม่ครบ ? ไม่ครบเท่าใด ก็มีเท่านี้” 
“มีแค่…37 ไม่ใช่ 44 อ๋อ ตัวที่ไม่มีเป็นตัวประหลาดทั้งนั้น ฎ ชฎา
ฏ ปฏัก ฐ ฐาน ฒ ผู้เฒ่า ณ เณร ฑ นางมณโฑ กี่ตัวแล้วนี่ อ้อ ฮ นกฮูก
ครบยัง” เกศสุรางค์นับนิ้ว “ครบแล้ว 7 ตัว รวมเป็น 44 ตัวพอดี” 
ออกญาเพ่งมองอีกแล้ว
“เอ้อ…ข้าจำผิดไปอีกแล้วเจ้าค่ะ เพราะมนต์กฤษณะกาลีของคุณลุงแท้ๆเทียว”
“อีกแล้วยังงั้นฤๅ” 
“อีกแล้ว…ยังงั้นเจ้าค่ะ” 

หมื่นสุนทรเทวาหยุดเดิน เพราะเสียงหัวเราะของออกญาโหราธิบดีดังลั่นเข้ามา
หมื่นสุนทรเดินพรวดๆจะไปทางห้องสมุด
“ท่านหมื่นขอรับ” 
หมื่นสุนทรเทวาชะงัก แล้วหันมาก้าวยาวๆลงเรือนไป
เกศสุรางค์เปิดประตูออกมา แต่ไม่เห็นหมื่นสุนทรเทวา

เกศสุรางค์ลงบันไดบ้าน

ลานบ้าน มีเด็กๆวิ่งเล่นเกรียวกราว มีบ่าวไพร่ทำงานกันอยู่ ผู้หญิงหลายคนในกลุ่มนี้ เป็นเมียบ่าวของออญาโหราธิบดี มีทั้งวัยกลางคน และบางคนก็ยังสาวรุ่นๆอยู่เลย รวมถึงลูกๆ ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกันไป อายุราว 15 ไปจนถึงเด็กเล็กอายุประมาณ 2 ขวบ เด็กผู้ชายโตหน่อยสานกระบุงตะกร้า ผู้หญิงร้อยดอกไม้

เมีย 1 เดินร้องเรียกลูกที่วิ่งเล่นไม่ยอมหาแม่
บ่าวทาสทำงาน ตำข้าว ฝัดข้าวในกระด้ง เลี้ยงข้าวไก่ ตากปลา กลับปลา กวาดลานบ้าน หิ้วน้ำมาใส่ตุ่ม

เกศสุรางค์วิ่งมาแล้วมองไปรอบๆ
เด็กๆวิ่งหนี…กลัว
พวกแม่ๆพาลูกหนี ตัวเองไปด้วย ส่วนตัวแม่มีอายุก็ยืนมอง
เกศสุรางค์มองไป
พวกที่ทำงานหันมามอง สายตาเฉยเมยไม่มีใครยิ้มให้
“เจออีกแล้ว การะเกด…ชั้นจะต้องถูกมองสายตาแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”
ผิน แย้มวิ่งมา
“แม่นาย” แย้มถลาเข้ามา หกล้มตรงนั้นเอง
คนทั้งหลายหัวเราะเกรียว ทักทายแย้มว่า “เดินยังไง…ถึงล้ม” / “เจ็บมั้ยล่ะนั่น” / “ลุกเร็วๆ” ฯลฯ

“คนรักพี่แย้มพี่ผินมากกว่าเธอนะการะเกด” 
ผินบอก”นังแย้มลุกเร็วๆ มาช่วยกันพาแม่นายขึ้นเรือน” 
เกศสุรางค์ถาม”พี่แย้ม พี่ผิน ห้าบาทนี่เป็นยังไง” 
แย้มเสียงงงๆ”ห้าบาท… เป็นเงินท่วมเมืองเลยเจ้าค่ะ” 
“เป็นเวลา…แบบว่า ห้าบาทฉันจะไป” 
“อ๋อ ห้าบาทก็กึ่งยามเจ้าค่ะ” ผินบอก
“ยามหนึ่งมีสิบบาทเจ้าค่ะ” 
“ยามก็ชั่วโมง…ชั่วโมงมี 10 บาท บาทหนึ่งก็ 6 นาที ห้าบาทครึ่งชั่วโมง งั้นก็เพิ่งไป ไปเร็วๆพี่ผิน…พี่แย้ม”

ทั้งหมดออกวิ่ง 
ผิน/แย้มวิ่งตามอย่างเร็ว “ไปไหนเจ้าคะ” 

ผินกับแย้มพายเรือในลำน้ำ เกศสุรางค์ชะเง้อมองหาจ้อย
“ไม่ได้ขอใครเลย” ผินบอก
“อีแย้มตายแน่” 
“โน่น…เห็นแล้ว” 
สองบ่าวสะดุ้งแทบตกเรือ ร้องถาม “เห็นอะไรเจ้าคะ”
“จ้อย…ตามไปโดยเร็ว…เร็วสิพี่” 
“ตามไปใยเจ้าคะ” ผินถาม
“อย่าถาม…ตาม” 
สองบ่าวจ้ำกันใหญ่
“อย่าเร็วนัก เดี๋ยวท่านหมื่นเห็น” 
สองบ่าวทิ้งพายทันที ร้องกลัว “ท่านหมื่น” 
“จะพายดีๆ หรือจะพายทั้งน้ำตา” เกศสุรางค์ชะเง้อมองไปอีก “ก้มๆหน้าไว้ เรือเยอะแยะ
ไม่เห็นหรอก” 
“มิดีนะเจ้าคะแม่นาย” 
สองคนอยากตาย ตัวสั่นงันงก

แย้ม ผินพายมาเรื่อยๆ แหวกเรือเข้าไปใกล้ท่าน้ำวัดพุทไธสวรรค์
“นั่นไงเรือจ้อย”
“เรือเหมือนๆกันหมด ใช่ฤๅมิใช่ก็สุดรู้” ผินบอก
“เออจริง เรือไม่มีป้ายทะเบียน” บ่าวสองคนหน้าเหวอได้ยินศัพท์ใหม่อีกแล้ว ป้ายทะเบียน แล้วเสียงแม่นายก็ดังขึ้น “โน่นไง จ้อยยืนจีบสาวอยู่นั่น เอ๊ะ แล้วท่านหมื่นไปไหน” 

จ้อยพูดคุยอยู่กับสาวคนหนึ่ง ท่าทางเป็นแม่ค้าอยู่แถวนั้น

จากท่าน้ำนี้ เห็นยอดเจดีย์วัดพุทไธสวรรค์อยู่ด้านหลัง มีพ่อค้าแม่ค้ามากมาย
จ้อยคุยกับแม่ค้า แต่ยืนห่างๆ ไม่เบียด ไม่ถึงตัว
เกศสุรางค์วางมือบนไหล่จ้อย ผินเอื้อมมือมาคว้ามือเกศสุรางค์ให้ปล่อยไหล่จ้อย
จ้อยปัด ในขณะที่แม่ค้าหน้าตื่น
“ตกใจอะไรรึ แม่หอม” 
หอมชี้ไปด้านหลัง จ้อยหันไปแล้วตัวอ่อน เกศสุรางค์ยืน ผิน แย้มอยู่ด้านหลัง
“แม่หญิง”
“คิดว่าใครรึจ้อย” 
“เปล่าขอรับ”
เกศสุรางค์ถามทันควัน”ท่านหมื่นไปทางไหน” 
“ไปทางโน้น” แล้วคิดได้ “เอ๊ย…ไปทางนี้ขอรับ”
“ชี้ใหม่” 
จ้อยอยากจะเปลี่ยนชื่อเป็นจ๋อยทันที “ทางนี้ขอรับ” 
เกศสุรางค์ขยับตัวออกเดิน
“เอ่อ แม่หญิงขอรับ สงสารไอ้จ้อยเถิดขอรับ” 
“สงสารเรื่องอะไร” 
“ถ้าท่านหมื่นเห็นแม่หญิง ไอ้จ้อยตาย” 
“จะทำศพให้สมเกียรติเลยรับรอง…ไปได้แล้ว” 
เกศสุรางค์ออกเดิน จ้อยตามแบบจ๋อยเต็มที่

จ้อยเดินนำไปที่บริเวณมืดครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ สามคนตาม จนถึงบริเวณหนึ่ง จ้อยหยุดชะงักแล้วถอย
“หยุดทำไม”
“ต่อจากนี้ไปหาได้ไม่ขอรับ แม่หญิง”
“ทำไม” 
“เข้าไม่ได้ขอรับ ตรงนี้มีอาคมอยู่” 
“ไหน…อาคม” 
“ตรงนี้แหละขอรับ” จ้อยก้าวเข้าไปแล้วชะงักเพราะเข้าไม่ได้
“ไหน…ให้ข้าลอง” เกศสุรางค์เดินเข้าไปในหมู่ต้นไม้ หันมา “มีอาคมตรงไหน” ยังไม่ขาดคำ
มีแรงดึงให้เกศสุรางค์ผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็ว เกศสุรางค์หายตัวไปทันที

ผิน แย้มร้องกรี๊ดสุดเสียง ก้องป่า