ข่าวเด่น » กรัมชีโมเดล หมอวรงค์ แฉพวกชังชาติดึงวัยรุ่นบั่นทอนสถาบัน คาดตัดสินคดี ธนาธร จาบจ้วงหนักแน่

กรัมชีโมเดล หมอวรงค์ แฉพวกชังชาติดึงวัยรุ่นบั่นทอนสถาบัน คาดตัดสินคดี ธนาธร จาบจ้วงหนักแน่

3 กรกฎาคม 2019
19   0

 

หมอวรงค์ อดีต ส.ส.ปชป. แจงหลังเลือกตั้งเรื่องจบแล้ว ชี้ที่ผ่านมากระแส “ช่วยลุงตู่” ทำเพื่อน ส.ส. หมดแรง แฉ “พฤติกรรมชังชาติ” ระบาด บั่นทอนสถาบันหลักของชาติ อันตรายต่อประเทศ ผุด “กรัมชี่โมเดล” ใช้พรรคการเมืองนำ เคลื่อนไหวดึงวัยรุ่นเป็นพวก แฉบทความพาดพิงเบื้องสูง คนเขียนคือเมียต่างชาติ เลขาฯ พรรคดัง คาดวันพิพากษาคดี “ธนาธร” จาบจ้วงหนักแน่ ลั่นเรื่องนี้หยุดนิ่งไมได้

 


นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ News Talk ตัวจริงเสียงจริง ทางสถานีโทรทัศน์นิวส์วัน ดำเนินรายการโดยนายนพรัตน์ พรวนสุข บรรณาธิการข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 ระบุว่า กรณีที่ไม่ประสบความสำเร็จในการลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ผ่านมา คิดว่าเป็นสิ่งที่พอคาดการณ์ได้ คดีจำนำข้าวต่อสู้คดีมา 7 ปี ประชาชนรับรู้ แต่การชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังไงก็ต้องภูมิใจ นับตั้งแต่ได้รับการชักชวนเพราะเห็นว่าพรรคจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ผลออกมาก็ภูมิใจ ครั้งนั้นเป็นป๊อบปูลาร์โหวต ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคออกเสียงกว่า 1 แสนคน แต่มีคะแนนเสีย 28,000 คะแนน แพ้ไปเพียง 9,000 คะแนน ที่กล่าวว่าแพ้ในพื้นที่ภาคเหนือไม่เป็นความจริง เพราะเป็นระบบออนไลน์ไม่มีใครรู้ แม้จะพบปัญหาระหว่างประกาศผลคะแนนมาถึงบ่ายสองโมงของอีกวัน แต่ต้องการให้พรรคดำรงอยู่ และการเลือกตั้งในระบบนี้ดำรงอยู่ เราจึงไม่โวยวาย ในทีมเราถือว่าประสบความสำเร็จ

ส่วนการพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. เมื่อมีผลออกมา เคยคิดว่าจะประกาศยุติบทบาททางการเมือง เพราะมีความรู้สึกว่าขยันมากกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียว ต้องใช้พลังตนเองเยอะมาก ถ้าประชาชนไม่ชอบก็ยุติ เมื่อเห็นภาพรวมกลับไม่ใช้ กรุงเทพฯ กลับสูญพันธุ์หมดเลย ภาคใต้แพ้ไปเกือบ 30 ที่ ภาคเหนือได้มาที่นั่งเดียว แล้วมาเจอเพื่อนๆ หลายคนจึงรู้สึกว่าไม่ใช่ เข้าใจว่ารอบนี้เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบกติกา จากบัตร 2 ใบ มาสู่บัตร 1 ใบ คนไม่เคยเลือกตั้งไม่เข้าใจ จากเมื่อก่อนบัตรหนึ่งใบเลือกผู้สมัคร อีกหนึ่งใบเลือกพรรค คนแยกได้ ชอบผู้สมัครกาผู้สมัคร ชอบพรรคก็กาพรรค แต่เวลาเหลือบัตร 1 ใบ น้ำหนักความเป็นผู้สมัครหายไป ความรู้สึกในการเลือกตัวบุคคลน้อยลงไปเพราะเป็นการเลือกพรรค ผู้สมัครที่จะลงพื้นที่ เฝ้าพื้นที่ ที่ต้องขยันจะลดน้อยลง ทุกอย่างจะอยู่ที่พรรคหมด เราต้องยอมรับกระแสพรรค เพราะจาก 357 เขต เหลือ 33 เขต ไม่ถึง 10% คะแนนจาก 10 ล้านเหลือ 3.9 ล้านเสียง เวลามาเจอบัตรใบเดียว พรรคคะแนนนิยมดีเขาก็จะได้ไป ถ้าพรรคไม่มั่นใจก็จะลดลงมา ส.ส. ที่ขยันในกรุงเทพฯ ก็จะหายไป

“เป็นกระแสการเมืองที่คนยังมีความรู้สึกไม่ไว้ใจสถานการณ์ประเทศ เกรงว่าถ้าสมมติว่าปล่อยไว้เลือกแบบเดิม อีกฝ่ายหนึ่งจะมา แล้วฝ่ายเราเองจะเอาสถานการณ์ไม่อยู่ กระแสช่วยลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มาแรงมาก ส่วนหนึ่งคนที่เชียร์เราก็ไม่ต้องการให้ระบอบทักษิณมา แต่เขาก็ไม่มั่นใจว่าพรรคเราจะคุมสถานการณ์ได้อยู่ เป็นความรู้สึกของประชาชน กระแสอารมณ์ตอนนั้นทุกคนทราบดีว่าเป็นกระแสช่วยลุงตู่ คราวนี้ขอช่วยลุงตู่ ไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียว เวลาผมมาเห็นภาพเพื่อนๆ ที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ และนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ หลายคนที่ขยันมาก ทุกคนหมดสภาพ มันเป็นอารมณ์เดียวกันที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้เราต้องสร้างสติ เรารู้แล้วว่าวันนี้กติกาเปลี่ยน เกมต้องเปลี่ยน จากความรู้สึกว่าเราจะเลิกเล่นการเมือง ไม่ใช่ เราต้องเปลี่ยนวิธีเล่น” นายแพทย์วรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกคลิปวีดีโอว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อย่างชัดเจน ทำให้คนแน่ใจว่าจะต้องไปที่อื่น นายแพทย์วรงค์ กล่าวว่า เกิดกระแสช่วยลุงตู่ พูดตรงๆ คลิปหัวหน้าพรรคมีผล คลิปที่ฮ่องกงที่มาในช่วงเลือกตั้งมาผสมกัน ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าต้องช่วยลุงตู่ ทำให้พวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมรับสภาพว่าเกิดเหตุการณ์นี้ ตนเจอเพื่อน ส.ส. กรุงเทพฯ หลายคนคิดเหมือนกันจะเลิกเล่นการเมือง แต่เจอเหตุการณ์นี้มาคิดใหม่ ในเมื่อกติกาเปลี่ยน เกมเปลี่ยน ต้องเล่นใหม่ ส่วนกรณีที่ลงสมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีปัจจัยภายนอกสนับสนุนนั้น นายแพทย์วรงค์ปฏิเสธ ที่กล่าวหาว่ากลุ่ม กปปส. หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สนับสนุน อย่าลืมว่าในช่วงที่ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม กปปส. ที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนหนึ่งลาออกไปหลายคน ที่มาช่วยตนมี 2 คน คือนายถาวร เสนเนียม และนายวิทยา แก้วภารดรัย แต่ทางการเมืองก็ต้องยอมรับ เขาก็ต้องหาเรื่อง ไม่เป็นไร แต่เรื่องนี้เป็นอดีตไปแล้ว ถือว่าจบไปแล้ว

เมื่อถามว่า ตอนนี้จะประเมินบทบาทหน้าที่อย่างไรในฐานะไม่ได้เป็น ส.ส. จะทำการเมืองในแบบใด นายแพทย์วรงค์ กล่าวว่า วันนี้ตนคือประชาชน ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้ง ส.ส. และในพรรคประชาธิปัตย์ ตำแหน่งในรัฐบาลก็คิดว่าคงไม่มีอะไร ตนภูมิใจในความเป็นประชาชนที่ห่วงใยประเทศ ช่วงหลังปัญหาทางการเมืองประเทศมันซับซ้อนมากกว่าปกติ เราเห็นพฤติกรรมที่พยายามสร้างความชิงชัง เรียกว่า “พฤติกรรมชังชาติ” ไม่มีหรอกคนไทยที่ตำหนิประเทศชาติตัวเอง ว่าประเทศตัวเอง ผมใช้อีกคำหนึ่งคือ “ประชาธิปไตยสามานย์” ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตยจริงๆ หรือแม้แต่ความพยายามที่จะทำให้เกิดไม่รักษาจารีตวัฒนธรรมของประเทศ เช่น การไหว้ครู การส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา หรือแม้แต่ยิ้มก็หาว่าไม่มีจุดยืน ผมว่าอันนี้อันตราย รวมทั้งการบั่นทอนสถาบันหลักของชาติ เช่น สถาบันทหาร สถาบันตุลาการ สิ่งหเล่านี้เป็นอันตรายต่อประเทศ ทำให้ตนในฐานะประชาชนหยุดนิ่งไม่ได้ ผมพยายามรอประมาณ 2 เดือนว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำอะไร ทำไมพรรคการเมืองที่มีความจงรักภักดี ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าไม่เห็นทำอะไร ปล่อยให้เขาชกอยู่ฝ่ายเดียว 

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเคลื่อนไหวเยอะขึ้น เพื่อเอาอีกมุมหนึ่งที่เป็นข้อเท็จจริงมาให้ประชาชนได้เห็นภาพ ที่พูดอย่างนี้เนื่องจากเวลาเกิดเหตุการณ์ความซับซ้อนทางการเมืองที่เด็กรุ่นใหม่ตามไม่ทัน แม้แต่นักวิชาการรายหนึ่งอยากให้เห็นเอกสารที่พูดถึงเรื่อง “รัฐพันลึก Thailand Deep State” ซึ่งได้พยายามกล่าวหาสถาบันเบื้องสูงของประเทศ คนที่เขียนเอกสารชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ กลายเป็นภรรยาของเลขาธิการพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เป็นชาวฝรั่งเศส ที่กำลังทำในสิ่งที่เรามีความรู้สึกไม่เหมาะสมกับประเทศ ตีพิมพ์เมื่อปี 2016 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แม้จะอ้างว่าเป็นนักศึกษาเรื่องเอเชียศึกษา แต่มีทัศนคติมีอคติต่อประเทศและสถาบันหลักของชาติ เวลาอ่านเรารู้ว่าคุณสื่อสารไม่ครบ คุณไม่ได้เอามูลเหตุของปัญหาว่าพวกนี้ทำผิดอะไรหรือเปล่า พรรคการเมืองที่ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญทำความผิดอะไรหรือเปล่า หรือแม้แต่หัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีเรื่องร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมามี ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลร้องศาลรัฐธรรมนูญ มันต้องมีมูลเหตุ ศาลก็ต้องพิเคราะห์ตามมูลเหตุ เอาข้อกฎหมายมาเปรียบเทียบ และศาลต้องตัดสิน อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม

 

เมื่อถามว่า เป็นความคับแค้นส่วนตัวที่แพ้เลือกตั้งครั้งนี้หรือเปล่า นายแพทย์วรงค์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ผู้สมัครที่แข่งขันกัน ไม่ได้ใส่ใจ แต่ยอมรับว่าบัตรใบเดียวทำให้การเมืองเปลี่ยน ตนไม่สนใจผู้สมัคร ผมสนใจการกระกระทำของพรรคการเมือง ทนได้เหรอที่มีพฤติกรรมสร้างความชิงชังในชาติ ตำหนิประเทศตัวเอง แม้แต่บอกว่าเราไม่ต้องมีพิธีไหว้ครู ไม่ต้องดำรงเรื่องศาสนา รวมทั้งหลายพฤติกรรมที่แสดงออกมา เรื่องเหล่านี้เราทนได้เหรอ แม้แต่พฤติกรรมที่จาบจ้วงเบื้องสูง รวมทั้งไปอ้างนักวิชาการที่ชื่อ อันโตนีโอ กรัมชี ทำให้ต้องมานั่งอ่านสิ่งเหล่านี้ แล้วเจอความจริงหลายอย่างว่า พวกนี้คือคอมมิวนิสต์ แต่อาศัยการเลือกตั้ง รู้สึกว่ามันผิดปกติ พวกนี้ใช้แนวทางหาเสียงเลือกตั้ง ใช้พรรคการเมือง แต่เป้าหมายคือคอมมิวนิสต์ ถามว่าพวกเราทุกคนทนได้เหรอ มันไม่เกี่ยวว่าผมจะชนะหรือแพ้ ไม่เกี่ยวใดๆ ทั้งสิ้น แต่เรากำลังรู้สึกว่าสิ่งนี้คือปัญหาความมั่นคงของประเทศ ถ้าทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ลูกหลานประชาชนมีการศึกษาที่ดี ให้ประเทศชาติมีการพัฒนา มีความเจริญ ตนอาจจะสบายอยู่บ้านเฉยๆ

เมื่อถามว่า ทำในนามพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายแพทย์วรงค์ กล่าวว่า ทำในนามส่วนตัว ไม่ได้รายงานพรรค เป็นประชาชนคนหนึ่งในแสนกว่าคนที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มาติดต่อรายละเอียดว่าจะขอความร่วมมือทำโน่นทำนี่ ผมทำด้วยตัวผมเอง เพียงแต่ว่าคุยกับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องนี้แล้วมาดูกัน เราต้องช่วย เพราะมาดูหลายพรรคการเมืองทำไมไม่เห็นมาตอบโต้ชี้แจง รอดูรัฐบาลทำไมไม่เห็นออกมาตอบโต้ชี้แจง ทำไมปล่อยให้เขาชกอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งไปอ่านมากขึ้น เจอวาทกรรมคำหนึ่งของกรัมชีที่พูดว่า War of Movement ในประเทศกำลังพัฒนา สงครามที่จะต้องมีการขับเคลื่อน เราเห็นเขาทำกิจกรรมต่างๆ มันคือเกมในการขับเคลื่อนไป โดยเฉพาะเป้าหมายคือเด็กวัยรุ่น มีลักษณะของขบถต่อสังคมอยู่ซึ่งเป็นธรรมชาติ เหมือนตอนเป็นนักศึกษา เรามีแนวคิดขบถต่อสังคม เวลาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเราก็เริ่มมีเหตุมีผลมากขึ้น ดังนั้นกิจกรรมที่เขาเคลื่อนไหวแล้วอ้างนักวิชาการ เราต้องไปอ่านนักวิชาการเรื่องนี้ เรารู้แล้วว่านักวิชาการที่ชื่อกรัมชี่ อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของอิตาลี ต่อสู้ในยุคเบนิโต มุสโสลินี แล้วตอนหลังก็ติดคุก เป็นเจ้าของทฤษฎีฮิจีโมนี (Hegemony) หรือ อำนาจนำ 

“สิ่งที่เขาทำ เขาใช้พรรคการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง พฤติกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆ สอดคล้องกับที่เขาพูดด้วย ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ แต่เวลาพูดเราไม่มีความรู้เพราะจบหมอมา ผมต้องมานั่งอ่าน แล้วบังเอิญหลังจากที่เราแสดงความคิดเห็นออกไป ก็มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยเริ่มเห็นว่าเราต้องมาช่วยกัน ก็เชิญผมมา พูดว่า นี่…คุณรู้ไหมมีบางสิ่งบางอย่างที่เกินกว่าที่คุณรับรู้ นี่คือการตีพิมพ์พาดพิงสถาบันหลักของประเทศไทย นักวิชาการกลุ่มนี้กำลังเอามาเล่นกัน เนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริง พาดพิงไปยังสถาบันหลักอย่างรุนแรง ผมอ่านดูแล้วสรุปให้ฟัง มันไม่จริง คุณไม่เอาสาเหตุมาพูด คุณเอาแต่ผลมาพูด ผมเชื่อว่าอีกไม่นานศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถ้าเอาแต่ผลมาพูด ก็ต้องพูดว่ามี … เอาศาลมากลั่นแกล้งเขาก็ต้องพยายามพูดอย่างนี้ แต่ในความจริงคุณกระทำผิด เหมือนกัน พรรคการเมืองในอดีตที่มีการถูกยุบเพราะกระทำผิด แต่พวกนี้ไม่เอาเหตุผลต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น แต่เอาบั้นปลายที่เกิดอะไรมาแล้วมาบิดเบือนข้อเท็จจริง ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราหยุดนิ่งไม่ได้” นายแพทย์วรงค์ กล่าว